ฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) คืออะไร นิยมฉีดสลายไขมันจุดไหน ได้ผลจริงไหม
เขียน & ตรวจสอบโดย พญ.ฬิษา สุวรรณเกษการ (หมอลิซ่า)
หลายคนมีปัญหาไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่เฉพาะจุดอย่างแก้ม เหนียง หรือใต้คาง ซึ่งไม่ว่าจะออกกำลังกาย คุมอาหาร หรือทานยาลดน้ำหนักมากแค่ไหน ไขมันบริเวณนั้นก็ยังไม่ยอมลดลงสักที ครั้นจะไปดูดไขมันก็กังวลทั้งเรื่องความเจ็บและเวลาพักฟื้น การฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) จึงกลายเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยสลายไขมันเฉพาะจุดได้โดยไม่ต้องผ่าตัดและแทบไม่ต้องพักฟื้น
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจการฉีดเมโสแฟตแบบครบทุกมุมในปี 2026 ตั้งแต่หลักการทำงาน จุดที่ฉีดได้ ราคา ข้อดีข้อเสีย ไปจนถึงความจริงที่หลายคลินิกไม่ค่อยพูดถึง อย่างเรื่องที่ว่าเมโสแฟตไม่ใช่การลดน้ำหนัก และควรเลือกคลินิกอย่างไรให้ปลอดภัย
สารบัญบทความ
- เมโสแฟตคืออะไร?
- ความจริงก่อนฉีด: เมโสแฟตไม่ใช่การลดน้ำหนัก
- เมโสแฟต เหมาะกับใครบ้าง?
- ข้อดีของการฉีดเมโสแฟต
- ข้อเสียของการฉีดเมโสแฟต
- เมโสแฟต มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
- บริเวณไหนบ้างที่นิยมฉีดเมโสแฟต
- อัปเดต 2026: เมโสแฟตเทียบกับตัวเลือกสลายไขมันรุ่นใหม่
- ฉีดเมโสแฟต vs โบท็อกลดกราม vs ดูดไขมันหน้า เลือกแบบไหนดี
- เมโสแฟต ยี่ห้อไหนดี แตกต่างกันอย่างไร
- เมโสแฟต ทำให้ไขมันหายไปได้อย่างไร
- ฉีดเมโสแฟตกี่วันเห็นผล
- ฉีดเมโสแฟตไม่เห็นผล เกิดจากอะไร
- ฉีดเมโสแฟต เจ็บไหม?
- ฉีดเมโสแฟต หน้าบวมกี่วัน
- ฉีดเมโสแฟตแล้วเป็นก้อน เป็นไต เกิดจากอะไร
- ฉีดเมโสแฟตเสร็จแล้วแต่ยังปวดมาก
- ขั้นตอนการฉีดเมโสแฟต
- การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสแฟต
- การปฏิบัติตัวหลังฉีดเมโสแฟต
- ฉีดเมโสแฟต ที่ไหนดี
- ทำไมควรฉีดเมโสแฟตที่กังนัมคลินิก
- ฉีดเมโสแฟต ราคาเท่าไหร่?
- โปรโมชั่นฉีดเมโสแฟตที่กังนัมคลินิก
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดเมโสแฟต
- รีวิว Before / After หลังฉีดเมโสแฟต
- สรุป
Key Takeaways
- เมโสแฟตช่วยสลายไขมันเฉพาะจุดอย่างแก้ม เหนียง และใต้คาง ไม่ใช่การลดน้ำหนักทั้งตัว
- ตัวยาออกฤทธิ์กับไขมันชั้นใต้ผิวเท่านั้น เริ่มเห็นผลใน 5–7 วัน และชัดเจนที่สุดราว 1 เดือนหลังฉีด
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร อยู่ได้ประมาณ 3–4 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำเป็นคอร์สเพื่อคงผล
- ราคาต่อขวด (10 ซีซี) อยู่ที่ราว 1,500–2,500 บาท ขึ้นกับยี่ห้อและบริเวณที่ฉีด
- ตัวยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังใช้แบบ off-label (ยาที่ต้องให้แพทย์ประเมินก่อนทำเท่านั้น) จึงควรเลือกคลินิกที่มีแพทย์ดูแลและใช้ยาที่ผ่านการตรวจสอบจาก อย.
เมโสแฟตคืออะไร?
เมโสแฟต (Meso Fat) คือ วิธีการช่วยสลายไขมันส่วนเกินตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย ด้วยการฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นไขมันเพื่อลดและสลายไขมันส่วนเกิน โดยตัวยาจะทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาคเล็ก ๆ จนร่างกายสามารถขับออกไปได้ผ่านทางเหงื่อหรือปัสสาวะ
การฉีดเมโสแฟตนิยมทำได้ในหลายตำแหน่ง โดยตำแหน่งยอดนิยมคือบริเวณแก้มและเหนียง เพื่อให้กรอบหน้าเรียวกระชับและดูเข้ารูปมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฉีดเพื่อลดเซลลูไลท์ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งตัวยาหลักที่ใช้มีดังนี้
ส่วนประกอบของตัวยาในเมโสแฟต
- L-carnitine ช่วยสลายไขมันตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงาน
- Mesostabyl ทำหน้าที่ยับยั้งการเกิดไขมันใหม่หรือคอเลสเตอรอลในชั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย
- Tyrosine ช่วยเร่งระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น จึงกำจัดไขมันส่วนเกินได้มากขึ้นและเร็วขึ้น
- Artichoke extract ช่วยลดการสร้างกรดไขมันและลดไขมันเฉพาะจุด
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เมโสแฟตจึงได้รับความนิยมจากสถาบันความงามในการนำมาฉีดลดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด เช่น ลดแก้ม เหนียง ต้นแขน และต้นขา นอกจากตัวยาข้างต้นแล้ว แพทย์ยังนิยมใช้สารในกลุ่ม Phosphatidylcholine, Deoxycholate, Dexpanthenol, Amino acid และ Minerals ซึ่งหลายชนิดเป็นสารสกัดจากถั่วเหลืองหรือไข่แดงและวิตามิน โดยสาร Phosphatidylcholine ร่วมกับ Deoxycholate ถือเป็นตัวหลักที่ออกฤทธิ์สลายไขมันโดยตรง
ความจริงก่อนฉีด: เมโสแฟตไม่ใช่การลดน้ำหนัก
ก่อนตัดสินใจฉีด มีความเข้าใจผิดหนึ่งที่ควรเคลียร์ให้ชัดก่อน นั่นคือเมโสแฟตเป็นการ "ปรับสัดส่วนเฉพาะจุด" ไม่ใช่การลดน้ำหนักทั้งตัว ตัวเลขบนตาชั่งหลังฉีดจึงมักไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือรูปหน้าหรือสัดส่วนบริเวณที่ฉีดให้ดูเรียวกระชับขึ้น
- เมโสแฟตออกฤทธิ์กับไขมันชั้นใต้ผิว (subcutaneous fat) ที่อยู่ตื้นและจับต้องได้เท่านั้น
- ไม่สามารถจัดการไขมันในช่องท้องที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน (visceral fat) ซึ่งต้องอาศัยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการรักษาโดยแพทย์ด้านสุขภาพเป็นหลัก
- เหมาะกับคนที่รูปร่างโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่แล้ว แต่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ลดยาก ไม่ได้เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักหลายกิโลกรัม
ดังนั้นเมื่อเข้าใจหลักการทำงานจุดนี้ตั้งแต่ต้น ก็จะเข้าใจกระบวนการทำงานและสามารถคาดหวังผลลัพธ์หลังทำได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น
เมโสแฟต เหมาะกับใครบ้าง?
- คนที่มีไขมันส่วนเกินสะสมแบบเฉพาะจุด
- คนที่มีไขมันสะสมอยู่ในจุดที่กำจัดได้ยากด้วยการออกกำลังกาย
- คนที่ต้องการลดไขมันแบบเร่งด่วนในงบประมาณที่ไม่สูงมาก
- คนที่ไม่ต้องการผ่าตัดหรือดูดไขมัน
- คนที่ไม่มีเวลาพักฟื้น และกังวลเรื่องความเจ็บปวด


ข้อดีของการฉีดเมโสแฟต
- ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการดูดไขมัน แต่ไม่ต้องผ่าตัด
- ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัด
- ลดไขมันได้อย่างตรงจุด
- เห็นผลชัดเจนและรวดเร็วภายใน 1–3 สัปดาห์หลังฉีด และคงอยู่ได้นานถึง 3 เดือน
- ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไขมันในเส้นเลือดได้
- ทำให้สัดส่วนกระชับและเข้ารูปมากขึ้น
- มีความปลอดภัยสูงหากทำโดยแพทย์และใช้ยาที่ได้มาตรฐาน
- ใช้เวลาฉีดไม่นาน
ข้อเสียของการฉีดเมโสแฟต
- ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ดี
- ต้องใช้ตัวยาที่ผ่านการรับรองจาก อย. เพื่อความปลอดภัย
- เนื่องจากได้รับความนิยมมาก จึงมีการลอกเลียนแบบตัวยาและฉีดโดยผู้ที่ขาดความเชี่ยวชาญในราคาที่ถูกกว่าคลินิกมาตรฐาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้บริการ
- ผู้หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรไม่สามารถทำได้
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร ต้องมาฉีดซ้ำเป็นระยะเพื่อคงผลไว้
- อาจมีอาการบวมประมาณ 1–2 วันหลังฉีด
เมโสแฟต มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
การฉีดเมโสแฟตแบ่งตามบริเวณที่ต้องการฉีดได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
- เมโสแฟตสำหรับฉีดบริเวณใบหน้า เช่น แก้มและเหนียง
- เมโสแฟตสำหรับฉีดบริเวณลำตัว เช่น ต้นแขน ต้นขา และสะโพก
ทั้งนี้ การฉีดเมโสแฟตจะต้องเลือกใช้ตัวยาแต่ละประเภทให้เหมาะกับบริเวณที่จะฉีด เพราะความหนาของชั้นไขมันในแต่ละบริเวณแตกต่างกัน การเลือกให้เหมาะสมจึงช่วยให้เห็นผลชัดเจนที่สุด
บริเวณไหนบ้างที่นิยมฉีดเมโสแฟต
บริเวณที่นิยมฉีดสลายไขมันเฉพาะจุดบนร่างกาย ได้แก่

- ฉีดแฟตแก้ม เพื่อให้ใบหน้าเรียวขึ้นและดูเข้ารูปมากขึ้น
- ฉีดแฟตเหนียง หรือใต้คาง เพื่อลดคางสองชั้นและให้เห็นกรอบหน้าชัดขึ้น
- ฉีดแฟตต้นแขน เพื่อช่วยให้ต้นแขนดูเรียวและกระชับตึงขึ้น
- ฉีดแฟตต้นขา เพื่อลดปัญหาผิวเปลือกส้มและไขมันสะสมบริเวณต้นขา ทำให้ต้นขากระชับและเรียวขึ้น
- บริเวณสะโพก เพื่อลดขนาดสัดส่วนของสะโพกให้ได้รูปมากขึ้น
- บริเวณหน้าท้อง เพื่อสลายไขมันส่วนเกินลดพุงและปรับรอบเอวให้กระชับขึ้น

อัปเดต 2026: เมโสแฟตเทียบกับตัวเลือกสลายไขมันรุ่นใหม่
ปัจจุบันเทคโนโลยีจัดการไขมันเฉพาะจุดมีให้เลือกหลากหลายกว่าเดิม การรู้ว่าเมโสแฟตต่างจากตัวเลือกอื่นอย่างไร จะช่วยให้เลือกได้ตรงกับปัญหาและงบประมาณมากขึ้น
- เมโสแฟต (Meso Fat) ฉีดตัวยาสลายไขมันเข้าชั้นไขมันโดยตรง จุดเด่นคือราคาเข้าถึงง่ายและเจาะจงเฉพาะจุดได้ดี เหมาะกับแก้ม เหนียง และใต้คาง แต่ผลไม่ถาวรและต้องฉีดซ้ำเป็นคอร์ส
- กลุ่ม Lipo Lab / Lipo V เป็นตัวยารุ่นใหม่ในตระกูลเดียวกับเมโสแฟต แต่ปรับสูตรให้บวมและระคายเคืองน้อยลง มักใช้กับบริเวณลำตัว
- Kybella (Deoxycholic acid) เป็นสารสลายไขมันที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกาสำหรับไขมันใต้คางโดยเฉพาะ ถือเป็นญาติสายตรงของเมโสแฟตที่มีข้อมูลรับรองชัดเจนที่สุด
- ความเย็นสลายไขมัน (Cryolipolysis / CoolSculpting) ใช้ความเย็นทำลายเซลล์ไขมันโดยไม่ต้องใช้เข็ม เหมาะกับไขมันบริเวณลำตัวที่เป็นบริเวณกว้าง
- คลื่นยกกระชับ (HIFU / Ultraformer) เน้นกระชับผิวและยกกรอบหน้า ไม่ได้สลายไขมันโดยตรง ส่วนคลื่น RF อย่าง Thermage หรือ Oligio จะช่วยสลายไขมันไปพร้อมกับกระชับผิวได้ จึงมักใช้ร่วมกับเมโสแฟตในคนที่มีทั้งไขมันและผิวหย่อน
สรุปคือเมโสแฟตยังคงตอบโจทย์เรื่องราคาและความเจาะจงเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ส่วนถ้าปัญหาหลักคือผิวหย่อนคล้อยหรือไขมันสะสมมากเป็นบริเวณกว้างทั้งตัว การใช้เทคโนโลยีอื่นร่วมด้วยอาจให้ผลที่ดีกว่า
ฉีดเมโสแฟต vs โบท็อกลดกราม vs ดูดไขมันหน้า เลือกแบบไหนดี
ทั้งเมโสแฟต การฉีดโบท็อกลดกราม การดูดไขมันหน้า และการใช้เครื่อง HIFU ต่างก็มีจุดเด่นและหลักการทำงานที่แตกต่างกัน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้สามารถทำร่วมกันได้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
| เมโสแฟต | โบท็อกลดกราม | ดูดไขมันหน้า | Hifu | |
|---|---|---|---|---|
| หลักการทำงาน | ตัวยาที่ฉีดเข้าไปจะไปทำการสลายไขมันให้เกิดการแตกตัวและค่อยๆ สลายจนถูกขับออกจากร่างกายทางเหงื่อและปัสสาวะ และเมื่อไขมันถูกขับออกไปแล้วจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ร่างกายเริ่มมีขนาดที่เล็กลงเรื่อยๆ | ตัวยาที่ฉีดเข้าไปจะไปส่งผลต่อระบบประสาททำให้กล้ามเนื้อเกิดการหยุดทำงานและค่อยๆ หดตัวลงเรื่อยๆ ทำให้รูปร่างภายนอกดูเรียวเล็กขึ้น | เป็นการใช้เครื่องมือดูดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายทีละส่วน โดยหลังทำจะต้องสวมใส่ชุดรัดรูปเพื่อทำให้รูปร่างกระชับเข้าส่วน | ไฮฟูจะใช้คลื่นลงไปสลายไขมันพร้อมช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้เกิดการเรียงตัวจนนำไปสู่การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย |
| ระยะเวลาเห็นผล | 2-3 เดือน | 6-12 เดือน | ถาวร (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง) | 6-12 เดือน |
| การพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น | ปกติจะไม่ต้องพักฟื้น แต่ในบางรายที่มีการดูดไขมันออกเยอะอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ | ไม่ต้องพักฟื้น |
| ราคา | 2,000-10,000 บาท | 7,000-10,000 บาท | 30,000-100,000 บาท | 5,000-15,000 บาท |
เมโสแฟต ยี่ห้อไหนดี แตกต่างกันอย่างไร
การเลือกฉีดเมโสแฟตควรเลือกตัวยาให้เหมาะกับบริเวณที่จะฉีด และฉีดในปริมาณที่เหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยเมโสแฟตที่แพทย์นิยมนำมาใช้ในวงการความงาม ได้แก่
- ยี่ห้อ FNC30 เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณแก้มเยอะ ช่วยยกกระชับและกำจัดไขมันได้ชัดเจน ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น
- ยี่ห้อ Babi-lone นำเข้าจากประเทศเกาหลี มีเลขจดแจ้ง อย. จึงมั่นใจได้เรื่องความปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อยหย่อนคล้อย เพราะช่วยลดไขมันบริเวณแก้มและยกกระชับให้ดูตึงขึ้น
- ยี่ห้อ Mesoestetic นำเข้าจากประเทศสเปน ช่วยแก้ปัญหาไขมันสะสมบริเวณเหนียง ต้นแขน ต้นขา สะโพก และน่อง ให้เรียวกระชับขึ้นด้วยกระบวนการเผาผลาญไขมัน จึงให้สัดส่วนที่เฟิร์มกระชับขึ้น
เมโสแฟต ทำให้ไขมันหายไปได้อย่างไร
เมื่อฉีดเมโสแฟต ตัวยาจะเข้าไปสลายไขมันส่วนเกินที่จับตัวกันเป็นก้อน ทำให้ไขมันละลายกลายเป็นของเหลว แล้วถูกกำจัดออกด้วยระบบเผาผลาญของร่างกายผ่านการระบายของเสีย เช่น ปัสสาวะและเหงื่อ
ฉีดเมโสแฟตกี่วันเห็นผล
หลังฉีดเมโสแฟต ไขมันจะค่อย ๆ ยุบและเริ่มเห็นผลภายใน 5–7 วัน และเห็นผลชัดเจนที่สุดใน 1 เดือนหลังฉีด โดยผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 3–4 เดือน จึงแนะนำให้มาฉีดซ้ำทุก ๆ 3 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์ไว้ ทั้งนี้ ในคนไข้บางกลุ่มที่มีปัญหากรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดโบท็อกร่วมด้วยเพื่อให้เห็นผลชัดเจนที่สุด
อ่านบทความเพิ่มเติม ฉีดเมโสแฟต กี่วันเห็นผล ใช้เวลานานหรือไม่
ฉีดเมโสแฟตไม่เห็นผล เกิดจากอะไร
หากใครฉีดแฟตแล้วไม่เห็นผล สาเหตุอาจไม่ได้มาจากไขมันส่วนเกินเพียงอย่างเดียว แต่มาจากโครงสร้างใบหน้าอื่น ๆ เช่น กระดูกกรามใหญ่ กล้ามเนื้อกรามหนา หรือผิวหนังหย่อนคล้อย ซึ่งปัญหาเหล่านี้หากไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด ก็อาจรู้สึกว่าฉีดแฟตไปแล้วหน้ายังไม่เรียวกระชับขึ้น เพราะเมโสแฟตออกฤทธิ์กำจัดเฉพาะเซลล์ไขมันเท่านั้น
ดังนั้นคนที่มีปัญหากล้ามเนื้อกรามใหญ่หรือผิวหนังหย่อนคล้อย จึงแนะนำให้ฉีดโบท็อกลดกราม หรือใช้เลเซอร์ยกกระชับในกลุ่ม Ultraformer, Ulthera หรือ Thermage ร่วมด้วย ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่กังนัมคลินิกเพื่อวิเคราะห์ปัญหาเป็นรายบุคคล และเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละคนมากที่สุด

ฉีดเมโสแฟต เจ็บไหม?
เมโสแฟตมักฉีดบริเวณกรอบหน้าและใต้คาง ซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวหนังค่อนข้างหนาอยู่แล้ว คนไข้จึงรู้สึกเพียงเหมือนมดกัดเล็กน้อยขณะฉีด และสามารถทนได้โดยไม่จำเป็นต้องแปะยาชา ทั้งนี้ พยาบาลจะประคบน้ำแข็งเพื่อบรรเทาความรู้สึกและทำให้ผิวบริเวณนั้นชาลง โดยใช้เวลาในการฉีดเพียง 5–10 นาทีเท่านั้น หลังจากนั้นผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 1–2 สัปดาห์
ฉีดเมโสแฟต หน้าบวมกี่วัน
หลังฉีดเมโสแฟต คนไข้อาจรู้สึกบวมบริเวณที่ฉีด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากตัวยาซึมเข้าไปแตกตัวในผิวหนังชั้นไขมัน จากนั้นอาการบวมจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 3–4 ชั่วโมง และเข้าที่ภายใน 1–3 วัน อย่างไรก็ตาม หากครบ 3 วันแล้วอาการบวมยังไม่ลดลง ควรติดต่อแพทย์ผู้ฉีด เพราะอาจเกิดจากการแพ้สารบางตัวในเมโสแฟตได้
ฉีดเมโสแฟตแล้วเป็นก้อน เป็นไต เกิดจากอะไร
อาการเป็นก้อนหรือเป็นไตหลังฉีดเมโสแฟต มักมีสาเหตุมาจากตัวยากระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ในกรณีนี้ให้รอดูอาการประมาณ 1–3 วัน หากพบว่าอาการบวมยุบลงแล้วแต่ยังเป็นก้อนไตอยู่ ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ไม่แนะนำให้นวดหรือบีบคลึงเองอย่างเด็ดขาด
ฉีดเมโสแฟตเสร็จแล้วแต่ยังปวดมาก
ในระหว่างฉีดเมโสแฟต คนไข้อาจรู้สึกปวดหรือแสบผิวได้ และหลังฉีดในบางรายก็อาจยังมีอาการดังกล่าวอยู่บ้าง โดยทั่วไปจะปวดอยู่ประมาณ 1–3 ชั่วโมงหลังทำเท่านั้น ส่วนอาการบวมที่ตามมาจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 1–3 วัน
ขั้นตอนการฉีดเมโสแฟต
- นัดหมายวันและเวลาที่สะดวกกับทางคลินิก
- เข้าพบแพทย์ตามเวลานัดหมาย เพื่อให้แพทย์ทราบปัญหาของคนไข้ และประเมินปริมาณยาที่ใช้ให้เหมาะสม
- เตรียมยาที่จะใช้สำหรับคนไข้ โดยปริมาณยาจะแตกต่างกันไปตามปริมาณไขมันและบริเวณที่ต้องการกำจัด
- แพทย์ฉีดเมโสแฟตในบริเวณที่กำหนด ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาที
- กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น
การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสแฟต
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- งดยากลุ่มแอสไพรินและวิตามินที่มีผลกับเลือด เช่น น้ำมันปลา อีฟนิ่งพริมโรส และแปะก๊วย อย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนฉีด
- ไม่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- หากมีอาการแพ้หรือโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำ

การปฏิบัติตัวหลังฉีดเมโสแฟต
- สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้ตามปกติ
- หากเกิดรอยแดงหรือรอยช้ำจากเข็มบริเวณที่ฉีด ให้ประคบเย็นภายใน 48 ชั่วโมงแรก
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก เพื่อช่วยให้ร่างกายขับไขมันส่วนเกินออกได้เร็วขึ้น
- ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ในกรณีที่ฉีดบริเวณต้นแขน ต้นขา สะโพก น่อง และหน้าท้อง
- หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น การอบซาวน่าและทรีทเมนต์ต่าง ๆ รวมถึงงดการนวดตัวเป็นเวลา 1 สัปดาห์หลังฉีด เพื่อลดการฟกช้ำ
- งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงและเสื่อมเร็วขึ้น
ฉีดเมโสแฟต ที่ไหนดี
การเลือกคลินิกที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่งผลโดยตรงต่อทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัย โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้
- เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ยาที่ผ่าน อย. และฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
- คลินิกควรให้ข้อมูลแพทย์และตัวยาที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้
- มีรีวิวและความพึงพอใจจากผู้ที่เคยใช้บริการจริง
- ให้บริการดี ใส่ใจ และดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
- ให้คำแนะนำอย่างถูกต้องครบถ้วน โดยไม่เน้นการขายเกินความจำเป็น
ทั้งนี้ ตัวยาสลายไขมันแบบฉีดในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น "ยาลดไขมัน" โดยตรงกับ อย. ไทย และมักใช้ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ ด้วยเหตุนี้จึงเคยมีคำเตือนจากหน่วยงานทางการแพทย์อย่างโรงพยาบาลศิริราชเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการฉีดกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์หรือการใช้ยาที่ไม่ได้มาตรฐาน การเลือกคลินิกที่มีแพทย์ดูแลจริงและใช้ยาที่ตรวจสอบได้จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และหากเจอราคาที่ถูกผิดปกติควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน เพราะอาจเป็นสัญญาณของตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐาน
ทำไมควรฉีดเมโสแฟตที่กังนัมคลินิก
- กังนัมคลินิกใช้ยาที่ผ่านการตรวจสอบจาก อย. ทุกตัวเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า
- มีเทคนิคการฉีดเมโสแฟตแบบเฉพาะที่ให้ผลลัพธ์ได้ดี
- การฉีดเมโสแฟตทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกเคส
- แพทย์เป็นผู้ประเมินปริมาณการใช้ยาให้เหมาะสมกับปัญหาของคนไข้แบบเคสต่อเคส
- มีสาขาให้บริการมากถึง 43 สาขา ในทำเลที่ลูกค้าเดินทางมาใช้บริการได้สะดวก
- ราคาจับต้องได้ และให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
- ให้บริการอย่างจริงใจ ไม่มีการกั๊กตัวยา
- พนักงานพร้อมดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาใช้บริการ
ฉีดเมโสแฟต ราคาเท่าไหร่?

ราคาค่าฉีดเมโสแฟตจะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและปริมาณตัวยาที่ใช้ โดยปกติเมโสแฟต 1 ขวดจะมีปริมาณ 10 ซีซี ราคาประมาณ 1,500–2,500 บาท นอกจากนี้ราคายังต่างกันไปตามแต่ละจุดที่ฉีด เช่น การฉีดลดแก้มหรือลดเหนียงมักใช้ตัวยาเพียง 10 ซีซีก็เห็นผล ต่างจากการฉีดบริเวณลำตัวอย่างแขน ขา หรือรอบเอวที่มีไขมันมาก ซึ่งต้องใช้ปริมาณตัวยามากกว่า 10 ซีซีจึงจะเห็นผล
โปรโมชั่นฉีดเมโสแฟตที่กังนัมคลินิก
สำหรับราคาโปรโมชั่นที่กังนัมคลินิก มีเมโสแฟตให้เลือกหลากหลายยี่ห้อตามความต้องการ โดยมีราคาดังนี้
- SISI สูตร Face (Korea) 1 ขวด 2,990 บาท / 2 ขวด 4,990 บาท / 5 ขวด 9,990 บาท / 10 ขวด 18,000 บาท
- SISI สูตร Body (Korea) 1 ขวด 4,990 บาท / 2 ขวด 8,990 บาท / 5 ขวด 20,000 บาท / 10 ขวด 35,000 บาท
- Meso Fat (Spain) 1 เข็ม 1,500 บาท / 5 เข็ม 6,500 บาท / 10 เข็ม 10,000 บาท
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดเมโสแฟต
ฉีดเมโสแฟตอยู่ได้ถาวรไหม
ผลลัพธ์ของเมโสแฟตไม่ถาวร โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 3–4 เดือน จึงควรฉีดซ้ำเป็นระยะ และควบคุมอาหารกับออกกำลังกายร่วมด้วย เพื่อให้ไขมันไม่กลับมาสะสมใหม่และคงผลลัพธ์ได้นานขึ้น
ฉีดเมโสแฟตควรใช้กี่ซีซี
ปริมาณตัวยาขึ้นอยู่กับบริเวณและปริมาณไขมัน โดยบริเวณใบหน้าอย่างแก้มหรือเหนียงมักใช้ประมาณ 10 ซีซีต่อครั้ง ส่วนบริเวณลำตัวที่มีไขมันมากจะใช้ปริมาณมากกว่านั้น ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้เหมาะกับแต่ละคน
หลังฉีดเมโสแฟตห้ามทำอะไรบ้าง
หลังฉีดควรงดความร้อนอย่างการอบซาวน่าและทรีทเมนต์ งดการนวดบริเวณที่ฉีดประมาณ 1 สัปดาห์ และงดแอลกอฮอล์กับบุหรี่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประสิทธิภาพของยาและลดโอกาสเกิดการฟกช้ำ
เมโสแฟตช่วยลดน้ำหนักได้ไหม
เมโสแฟตไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก แต่ช่วยปรับสัดส่วนเฉพาะจุดที่มีไขมันสะสม ตัวเลขบนตาชั่งจึงมักไม่เปลี่ยน ขณะที่รูปหน้าหรือสัดส่วนบริเวณที่ฉีดจะดูเรียวกระชับขึ้น
รีวิว Before / After หลังฉีดเมโสแฟต




สรุป
การฉีดเมโสแฟตเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการสลายไขมันเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณที่ลดยากด้วยการออกกำลังกายอย่างแก้มและเหนียง ด้วยการฉีดตัวยาเข้าไปสลายไขมันแล้วให้ร่างกายขับออกทางเหงื่อหรือปัสสาวะ จึงช่วยให้สัดส่วนบริเวณนั้นเรียวกระชับขึ้น อย่างไรก็ตาม เมโสแฟตเหมาะกับคนที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด ไม่ใช่การลดน้ำหนักทั้งตัว และให้ผลไม่ถาวรจึงต้องฉีดซ้ำเป็นระยะ ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินว่าปัญหาของเราเหมาะกับการฉีดเมโสแฟตหรือไม่ และเลือกคลินิกที่ใช้ยาที่ได้มาตรฐานและผ่าน อย. เพื่อความปลอดภัย
แหล่งอ้างอิง
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2564). อันตรายจากการฉีดสลายไขมัน. Faculty of Medicine Siriraj Hospital. https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp
Mayo Clinic. (2023). Kybella (deoxycholic acid) injection. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/drugs-supplements/deoxycholic-acid-subcutaneous-route/description/drg-20406553
Cleveland Clinic. (2023). Cryolipolysis (Fat Freezing). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24552-cryolipolysis-fat-freezing