ถุงใต้ตาบวม ใต้ตาหย่อนคล้อย รักษาอย่างไร แต่ละวิธีช่วยแก้ปัญหาแบบไหนบ้าง?

ถุงใต้ตา

เมื่อพบปัญหาขอบตาล่างเกิดนูนขึ้นมา หรือบวมและหย่อนคล้อยจากถุงไขมันที่อยู่บริเวณใต้ดวงตา หลายคนที่ประสบปัญหาเหล่านี้ จึงพยายามหาวิธีแก้ไข เพราะ แม้ว่าผิวหน้าส่วนอื่นๆ จะเรียบเนียน กระจ่างใส แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีถุงใต้ตาก็จะทำให้ใบหน้าดูโทรม ดูมีอายุ และไม่สดใส ฉะนั้นแล้วในบทความนี้จะมาไขทุกข้อสงสัย ตั้งแต่สาเหตุการเกิดถุงใต้ตา ลักษณะถุงใต้ตาแบบไหนที่เป็นมากกว่าปัญหาผิวแต่กำลังบ่งบอกถึงโรค ไปจนถึง วิธีรักษาถุงใต้ตามีอะไรบ้าง ราคาแต่ละแบบ แพงไหม?

สารบัญวิธีลดถุงใต้ตา

ถุงใต้ตา คืออะไร?

ปกติแล้วบริเวณรอบดวงตาทั้งสองข้างของคนเรา จะมี ถุงไขมันที่อยู่บริเวณใต้ดวงตา หรือที่เรียกว่า Eye bags ทั้งหมด 5 ถุงด้วยกัน คือ เปลือกตาบน 2 ถุง และเปลือกตาล่าง 3 ถุง แต่จุดที่เป็นปัญหาจนเกิดการบวมย้อยจนแสดงผลลัพธ์ออกมาให้เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ ถุงกลาง (Middle Fat) และถุงไขมันที่อยู่ด้านใน (Inner Fat) โดยการแสดงอาการไม่ใช่แค่อาการบวมนูน แต่ยังมีการหย่อนคล้อย หรือเกิดริ้วรอยรอบๆ บริเวณถุงใต้ตา

ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย โทรม ไม่สดใส และพบได้ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ตั้งแต่อายุน้อยไปจนอายุมาก อีกทั้งในผู้หญิงเมื่อพบปัญหานี้และไม่แก้ไข ก็ต้องใช้วิธีแต่งหน้าอำพรางซึ่งอาจต้องใช้เทคนิคพิเศษ หรือใช้ความเชี่ยวชาญในการแต่งหน้าอำพรางถุงใต้ตา

ปัญหาถุงใต้ตา บ่งบอกถึงโรคออะไรบ้าง

แม้ว่าการเกิดถุงใต้ตา จะเป็นปัญหาผิวหนังที่สร้างความไม่มั่นใจในแง่ของความสวยความงามทางหน้าตา แต่ก็ยังมีการบวมนูนของถุงใต้ตาอีกแบบที่เกิดขึ้นเพราะเป็นหนึ่งในการแสดงอาการของโรคดังนี้

  • โรคภูมิแพ้
    ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ อาจมีปัญหาถุงใต้ตาคล้ำร่วมด้วย เนื่องจากเส้นเลือดขยายตัว ระคายเคืองเปลือกตา ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตามธรรมชาติของผิวหนัง
  • โรคเกรฟส์
    หรือที่เรียกว่า โรคตาไทรอยด์ เป็นความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ทำให้เกิดการอักเสบของตา มีอาการตาบวม ตาโปน ไปจนถึงทำให้ตาพร่ามัวได้
  • โรคมะเร็ง
    พบไม่ได้บ่อยกับอาการบวมใต้ตา แล้วเป็นข้อบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งในทันที แต่ก็สามารถพบได้กับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณของมะเร็งตา นั่นก็คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในตานั่นเอง

ถุงใต้ตา เกิดจากอะไร?

ใครที่พบปัญหาถุงใต้ตาบวม แล้วกำลังหาวิธีแก้ไข ลองมาเช็กกันก่อนดีไหมว่า สาเหตุที่แท้จริงของอาการถุงใต้ตาบวม ที่ตนเองเป็นอยู่นั้น เกิดจากอะไร หรือมีแนวโน้มว่าจะเกิดจากปัจจัยไหนกันแน่ เพื่อเลือกใช้แนวแทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด

  • กรรมพันธุ์
    แน่นอนว่าถุงใต้ตาบวมไม่เพียงแค่เป็นการแสดงออกของกรรมพันธุ์,พันธุกรรม หรือผลของการใช้ชีวิตประจำวัน แต่อาจเป็นการแสดงออกของโรคได้เช่นกัน ได้แก่ โรคภูมิแพ้, โรคตาไทรอยด์ หรือ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในตา
  • นอนดึก
    รู้หรือไม่การนอนดึก ไม่เพียงแต่จะทำให้ใต้ตาคล้ำเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ถุงใต้ตาบวมขึ้นได้อีกด้วย เพราะระบบหมุนเวียนเลือดทำงานไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ทำให้เกิดการบวมน้ำในบริเวณถุงใต้ตาได้
  • สัญญาณโรค
    แน่นอนว่าถุงใต้ตาบวมไม่เพียงแค่เป็นการแสดงออกของกรรมพันธุ์ หรือผลของการใช้ชีวิตประจำวัน แต่อาจเป็นการแสดงออกของโรคได้เช่นกัน ได้แก่ โรคภูมิแพ้, โรคตาไทรอยด์ หรือ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในตา
  • พฤติกรรมการแสดงอารมณ์บนใบ้หน้า
    การแสดงสีหน้า หรือแสดงอารมณ์บนใบหน้า ไม่ได้ทำให้เกิดแค่ริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการขยับถี่ๆ จนทำให้ขอบตาล่างบวมนูน และหย่อนคล้อยได้เช่นกัน

ปัญหาถุงใต้ตามี กี่แบบ

แม้ว่าการเกิดถุงใต้ตาจะมาจากหลายสาเหตุ แต่ในทางการแพทย์แล้ว ก็แยกประเภทของปัญหาถุงใต้ตาหลักๆ ไว้ 2 แบบคือ

ปัญหาถุงใต้ตาเทียม

การเกิดถุงใต้ตาเทียม เป็นลักษณะการเกิดขึ้นที่มาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอเป็นระยะเวลาติดต่อกัน หรือการร้องไห้อย่างหนัก ก็ทำให้เกิดถุงใต้ตาบวมโปนขึ้นมาได้
อีกหนึ่งประการที่ทำให้เกิดถุงใต้ตาเทียม ก็มาจากภาวะร่างกายผิดปกติช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่นภูมิแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือแพ้อาหารบางชนิด

ปัญหาถุงใต้ตาแท้

เป็นการเกิดปัญหาถุงใต้ตาที่มาจากความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรม และเกิดจากอายุที่มากขึ้นเลยเกิดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวหนัง ถุงไขมันจึงเคลื่อนตัวย้อยลงมาได้

ข้อดี-ข้อเสียของการมีถุงใต้ตา

จริงๆ แล้ว ถุงใต้ตาก็คือถุงไขมันที่มีบริเวณขอบตาล่าง แม้ว่าในเชิงสรีระแล้ว การมีถุงใต้ตาที่ชัดเจนย่อมเป็นปัญหารบกวนความสวยงามของใบหน้า แต่จริงๆ แล้วถุงใต้ตามีทั้งแบบดี และไม่ดีอีกด้วย ซึ่งจะอธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้

ข้อดีของการมีถุงใต้ตา

  • ถุงไขมันใต้ตาช่วยรองรับลูกตาและป้องกันลูกตา จากการกระทบกระเทือน
  • หากมีถุงไขมันบริเวณรอบดวงตา ในขณะที่ยังมีความสมดุล จะช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูสดใส ดูสุขภาพดี
  • ถุงใต้ตา หากมีอย่างสมดุลและพอเหมาะ ไม่บวมปูดออกมาจะช่วยให้ป้องกันการเกิดริ้วรอยจากตาโบ๋ลึก

ข้อเสียของการมีถุงใต้ตา

  • ทำให้ผิวหนังใต้ตาหย่อนคล้อย
  • ทำให้มีริ้วรอยอย่างเห็นได้ชัด
  • ทำให้ตาบวม นูน มีผิวหน้าเหมือนคนอิดโรย นอนไม่พอ พักผ่อนน้อยอยู่ตลอดเวลา
  • ทำให้กลายเป็นคนที่ดูอายุเยอะ แก่กว่าวัย

วิธีลดถุงใต้ตา ข้อดี ข้อเสีย แต่ละวิธีเหมาะกับใคร

วิธีลดถุงใต้ตา

การรักษาถุงใต้ตาให้หายสนิท และได้ผลลัพธ์อันรวดเร็ว จะต้องใช้เทคนิคทางการแพทย์เข้าช่วย ซึ่งปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่หลากหลาย และเหมาะสมกับปัญหาถุงใต้ตาของแต่ละคนดังนี้

1. ศัลยกรรมผ่าตัดถุงใต้ตา

การผ่าตัดถุงใต้ตา เป็นอีกหนึ่งการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเข้าถึงเจาะจงมากที่สุด โดยกรรมวิธีการผ่าตัด มี 2 แบบ คือ การใช้มีดผ่าตัดเอาถุงใต้ตาออกมาพร้อมๆ กับเอาผิวหนังส่วนเกินที่หย่อนยานออกไปด้วย และอีกวิธีคือการใช้เลเซอร์

เหมาะแก้ปัญหาแบบไหน

การผ่าตัดถุงใต้ตา เหมาะกับการแก้ปัญหา ถุงใต้ตาที่นูน และผิวหนังส่วนเกินที่มีความหย่อนคล้อย ปรับแต่งให้เรียบตึงขึ้น ช่วยให้หน้าดูเด็ก อ่อนเยาว์ จากการตัดแต่งผิวหนังถุงใต้ตาให้เรียบ ปราศจากรอยย่น ผู้ที่มีอายุเยอะ ก็เหมือนได้ย้อนวัยอีกครั้ง

ข้อดี-ข้อเสียของวิธีนี้

  • กำจัดถุงใต้ตาได้อย่างถาวร
  • ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีถุงใต้ตาเยอะ
  • ให้ผลลัพธ์ที่ดีในผู้ที่มีผิวบริเวณถุงใต้ตาหย่อนคล้อย เพราะแพทย์จะทำการตัดแต่งให้ผิวกลับมาเรียบเนียน เต่งตึง
  • การผ่าตัดต้องใช้ยาสลบ หากผู้เข้ารับบริการแพ้ยาสลบแบบรุนแรง อาจไม่เหมาะกับวิธีนี้
  • หลับตาได้ไม่สนิท หากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญมากพอในการประเมินการผ่าและตัดผิวหนังออกไปมากจนเกินพอดี ก็อาจทำให้ เปลือกตาล่างแบะออก และการหลับตาไม่สนิทได้
  • เกิดร่องลึกใต้ตา หากแพทย์ทำการผ่าตัดไม่เหมาะสม หรือไม่เชี่ยวชาญพอ

ราคาค่าบริการผ่าตัดถุงใต้ตา : เฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 – 50,000 บาท

2. ฉีดโบท็อกถุงใต้ตา

วิธีฉีดโบท็อก หรือฉีดสารที่ไปยับยั้งการกระตุ้นกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณถุงใต้ตาหดตัวลง เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงด้านใดด้านหนึ่งของผิวหนังชั้นตื้น ไม่สามารถครอบคลุมการลดขนาดของถุงใต้ตาได้อย่างชัดเจน หรือง่ายๆ ก็คือ ไม่สามารถแก้ปัญหาถุงใต้ตาได้

เหมาะแก้ปัญหาแบบไหน

  • เหมาะกับการแก้ปัญหาริ้วรอยเส้นเล็กๆ บริเวณขอบตาล่าง
  • ไม่สามารถคงผลลัพธ์ได้ถาวร เพราะอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน

ข้อดี-ข้อเสียของวิธีนี้

  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังเข้ารับบริการสามารถกลับบ้าน หรือไปทำธุระได้ทันที
  • ราคาไม่สูงเท่าการผ่าตัดถุงใต้ตา หรือการทำหัตถการแบบอื่น
  • การดูแลตัวเองหลังเข้ารับบริการน้อยกว่าการผ่าตัดถุงใต้ตา
  • ไม่สูญเสียผิวหนังจากการผ่าตัดเอาออกไป
  • อาจทำให้ตาแข็ง ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ หากฉีดในปริมาณที่มากจนเกินไป
  • อักเสบ ติดเชื้อ หากเลือกฉีดกับแพทย์และโบท็อกที่ไม่ได้มาตรฐาน

ราคาค่าบริการโบท็อกถุงใต้ตา : เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 – 2,000 บาท

3. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

เป็นวิธีเติมเต็มในชั้นกระดูกใต้ตา ที่เกิดการยุบตัวลงจากอายุที่มากขึ้น ซึ่งเมื่อเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่ยุบตัวลง ก็จะทำให้เห็นถุงใต้ตาที่นูนบวมออกมาน้อยลง หรือสมานตัวกันอย่างพอดี

ฉีดฟิลเลอร์แก้ถุงใต้ตา

เหมาะแก้ปัญหาแบบไหน

  • เหมาะกับการแก้ปัญหาผิวหนังใต้ตายุบตัวจากอายุที่มากขึ้น
  • เหมาะกับการแก้ปัญหาริ้วรอยใต้ตา
  • เหมาะกับการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยใต้ตา
  • เหมาะกับการแก้ปัญหาร่องลึกใต้ตา

ข้อดี-ข้อเสียของวิธีนี้

  • ไม่มีแผล เพราะไม่ใช่การผ่าตัด
  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังเข้ารับบริการสามารถเดินทางกลับบ้านหรือไปทำธุระได้ทันที
  • ไม่เจ็บตัวมากเท่ากับการผ่าตัด
  • เสี่ยงอักเสบ ติดเชื้อ หากเข้ารับบริการจากคลินิกที่เลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • เสี่ยงมีผลเสียต่อดวงตา หากเข้ารับบริการจากคลินิกที่เลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ไม่สามารถคงผลลัพธ์ได้ถาวร อยู่ได้นาน 8 เดือนถึง 1 ปี

ราคาค่าบริการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา : เฉลี่ยอยู่ที่ 13,000 – 18,000 บาท ต่อ 1 CC

อ่านบทความเพิ่มเติม : ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ลดปัญหาใต้ตาดำคล้ำ ปลอดภัยได้ผลจริง

4. Ultraformer III

การรักษาถุงใต้ตาด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง (High Intensity Focused Ultrasound Macrofocus) ยิงเข้าใต้ชั้นผิวหนังบริเวณขอบตาล่าง สลายไขมันใต้ชั้นตา และทำให้ผิวที่หดตัวและค่อยๆ กระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เหมาะแก้ปัญหาแบบไหน

  • เหมาะแก้ปัญหาขอบตาล่างมีริ้วรอย
  • เหมาะกับแก้ปัญหาขอบตาล่างหย่อนยาน

ข้อดี-ข้อเสียของวิธีนี้

  • สามารถแต่งหน้าและทำกิจกรรมได้ตามปกติทันทีภายหลังการรักษา
  • มีความปลอดภัยสูง ไม่ทำให้เกิดบาดแผล
  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังเข้ารับบริการสามารถเดินทางกลับบ้านหรือไปทำธุระได้ทันที
  • อาจจะมีผิวแดงขึ้นเล็กน้อย และจะหายได้เองปกติภายใน 1-2 ชั่วโมง
  • ระหว่างทำจะให้ความรู้สึกเจ็บ เหมือนมีหนามเล็กๆ แทงลงบนผิวลึกๆ
  • ไม่สามารถคงผลลัพธ์ได้ถาวร จะอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน แนะนำให้ทำซ้ำปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อยืดระยะผลลัพธ์ให้นานยิ่งขึ้น

ราคาค่าบริการ Ultraformer III : เฉลี่ยอยู่ที่ 3,900 – 9,900 บาทเป็นต้นไป

5. ดูดไขมันใต้ตา

เทคนิคดูดไขมันใต้ตา คือใช้เครื่องที่ลักษณะคล้ายท่อเล็กพิเศษ สอดผ่านผิวหนังให้เกิดเพียงรอยขนาดเล็ก ค่อยๆ ลงไปดูดไขมันส่วนเกินที่สะสมบริเวณใต้ตาออกมา

เหมาะแก้ปัญหาแบบไหน

  • เหมาะกับการแก้ปัญหาผู้ที่มีถุงใต้ตา อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน นอนดึก ทำงานหนัก
  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาถุงใต้ตาตั้งแต่อายุยังน้อย หรืออายุ 20 ปีขึ้นไป
  • เหมาะกับการแก้ปัญหาไขมันถุงใต้ตาเยอะ แต่ไม่ต้องการผ่าตัด หรือไม่มีเวลาพักฟื้น

ข้อดี-ข้อเสียของวิธีนี้

  • กำจัดถุงใต้ตาได้อย่างถาวร
  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังเข้ารับบริการสามารถเดินทางกลับบ้าน หรือไปทำธุระได้เลย
  • เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังเข้ารับบริการ
  • ไม่มีแผลเปิด ไม่ต้องดูแลหรือคอยล้างแผล
  • หลังเข้ารับบริการ อาจมีรอยช้ำบริเวณใต้ตา แต่จะหายได้เองปกติภายใน 4- 5 วัน
  • ไม่สามารถล้างหน้า หรือทำความสะอาดหน้าได้สะดวก
  • อาจเกิดการติดเชื้อระหว่างทำ หากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญ และเครื่องมือไม่สะอาดไม่ได้มาตรฐาน

ราคาค่าบริการดูดไขมันใต้ตา : เฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 – 40,000 บาทเป็นต้นไป

6. ใช้ผัก-ผลไม้ ประคบถุงใต้ตา

ผักและผลไม้ นอกจากจะมีประโยชน์โดยการรับประทานเพื่อให้วิตามินซึมลึกไปสู่ร่างกาย แต่ยังใช้ภายนอกได้เช่นกัน ในกรณีผู้ที่มีปัญหาถุงใต้ตาบวม ขอบตาล่างคล้ำ อันเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ก็สามารถแก้ไข บรรเทาได้โดยใช้ผักและผลไม้เหล่านี้ประคบไว้ทุกคืนก่อนนอน

  • มะเขือเทศ
    สำหรับใครที่มีปัญหาถุงใต้ตาบวมและคล้ำร่วมด้วย มะเขือเทศเป็นตัวเลือกที่ดีในการนำมาประคบไว้ที่บริเวณรอบดวงตา โดยการหั่นแว่นบางๆ แล้วนำมาวางไว้บริเวณผิวหนังตาทั้ง 2 ข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงนำออกแล้วไปล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำจะค่อยๆ ทำให้ผิวถุงใต้ตาค่อยๆ หายบวมคล้ำ กลับมาปกติ
  • แตงกวา
    แตงกวาเป็นผักที่ขึ้นชื่อเรื่องการมอบความชุ่มชื้นให้กับผิว เพราะในแตงกวาอุดมไปด้วยมอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ ฉะนั้นแล้วเหมาะมาก สำหรับผู้ที่มีถุงใต้ตาบวม แห้งกร้าน หมองคล้ำ
  • น้ำมันจากถั่วอัลมอนด์
    น้ำมันถั่วอัลมอนด์ ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และสมานผิวหนังที่บวมให้ยุบตัวลงได้ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้เพื่อรักษาถุงใต้ตาที่บวม โดยการทาน้ำมันถั่วอัลมอนด์ลงไปบริเวณถุงใต้ตา และค่อยๆ นวดเบาๆ จึงปล่อยทิ้งไว้ และล้างออกอีกทีตอนเช้า
  • กากชา
    ใช้ถุงกากชาที่นำไปชงแล้วให้เกิดประโยชน์ โดยการนำมาประคบเปลือกตาทั้ง 2 ข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงนำออกก่อนล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ซึ่งชามีส่วนผสมของสารคาเฟอีนและสารแทนนิน เป็นตัวช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดอาการบวมน้ำได้ดี จึงเหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาบวม

ข้อดี-ข้อเสียของวิธีนี้

  • ประหยัดเงินมากกว่ารักษาถุงใต้ตาวิธีอื่น
  • สามารถทำได้ทุกวัน โดยไม่มีผลข้างเคียง
  • เหมาะกับทุกสภาพผิว เพราะสารสกัดอันมีประโยชน์ต่อการรักษาถุงใต้ตา เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ
  • ไม่เสี่ยงแม้ผิวแพ้ง่าย
  • เห็นผลลัพธ์ช้า จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขถุงใต้ตาบวมด้วยระยะเวลารวดเร็วหรือเวลาเร่งด่วน
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาถุงใต้ตาบวม หย่อนยานมาจากอายุที่มากขึ้น
  • ไม่ใช่การกำจัดก้อนไขมันถุงใต้ตา เป็นเพียงการบรรเทาอาการบวมในช่วงภาวะใดภาวะหนึ่ง

เหมาะกับปัญหาแบบไหน

  • เหมาะกับการแก้ปัญหาถุงใต้ตาบวม จากการนอนดึก
  • เหมาะกับการแก้ปัญหาลดริ้วรอยรอบดวงตาเล็กๆ จากการที่ผิวหนังแห้งกร้าน

7. ประคบถุงใต้ตาด้วยความเย็น

การประคบถุงใต้ตา ด้วยความเย็น เป็นการแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาบวมคล้ำได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ที่นิยมจะเป็นเจลประคบเย็น ทาบหรือแปะลงไปเบาๆ บริเวณใต้ตา และทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ความเย็นจากเจลช่วยให้ผิวหนังบริเวณถุงใต้ตายุบตัวลง

เหมาะแก้ปัญหาแบบไหน

  • เหมาะกับแก้ปัญหาถุงใต้ถุงใต้ตาบวมจากการนอนดึก นอนน้อย
  • เหมาะกับแก้ปัญหาถุงใต้ตาบวมจากการร้องไห้หนัก
  • เหมาะกับผู้ที่ถุงใต้ตาบวมจากการตื่นเช้า และตาบวมเป่ง

ข้อดี-ข้อเสียของวิธีนี้

  • เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และใช้ได้ในเวลาฉุกเฉิน
  • ประหยัดเงิน เพราะราคาเจลประคบเย็นไม่แพง หรืออาจไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย หากนำช้อนมาล้างน้ำสะอาดแล้วนำไปแช่ให้เย็น ค่อยๆ มาประคบที่บริเวณขอบตาล่าง หรือรอบๆ ดวงตา
  • ให้ผลลัพธ์ที่ช้า และไม่ได้ผลเลย โดยเฉพาะผู้ที่มีถุงใต้ตาเยอะ และเป็นปัญหาถุงใต้ตาแท้ อันเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือโรค
  • ไม่สามารถลดขนาดถุงใต้ตาได้ เป็นเพียงลดอาการบวมของผิวหนังชั้นตื้นบริเวณชั้นใต้ตาเท่านั้น

8. พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่นอนดึกจนเกินไป หรือไม่นอนนานจนเกินไป ก็จะทำให้เซลล์ใต้ผิวหนังบริเวณรอบดวงตาทำงานอย่างสมดุล ถุงไขมันรอบดวงตาย่อมสมดุลด้วยเช่นกัน ดังนั้นแล้ว หากใครที่กำลังมีปัญหาถุงใต้ตาบวม หรือกำลังหาวิธีป้องกัน การเริ่มจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ถุงใต้ตาบวมข้างเดียวเกิดจากอะไร

หากถุงใต้ตาบวมแค่ 1 ข้าง ไม่ซ้ายหรือขวา เป็นอาการที่เกิดได้ในผู้ที่มีการอักเสบของเยื้อบุตา ที่มาจากการติดเชื้อแบทีเรีย หรือไวรัส และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ ปวดตา ตาบวม และตาแดง

รักษาถุงใต้ตา ที่ไหนดี

การเลือกคลินิกเพื่อเข้ารับบริการแก้ไขปัญหาถุงใต้ตา ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เห็นผลไว เหมาะสมกับปัญหาถุงใต้ตาเรามากที่สุดไปพร้อมๆ กับมาตรฐานความปลอดภัยสูงตลอดการทำหัตถการตั้งแต่ต้นจนจบ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้

ความน่าเชื่อถือของคลินิก

เลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ โดยภายในคลินิกจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล/คลินิก
  • ยาที่ใช้ต้องมีความปลอดภัยผ่านองค์กรอาหารและยา และเครื่องมือที่ใช้หัตถการรักษาถุงใต้ตาจะต้องมีมาตรฐาน ปลอดภัยสูง
  • เครื่องมือแพทย์ได้มาตรฐาน ทันสมัย สะอาด
  • พนักงานในคลินิก สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาถุงใต้ตาได้อย่างละเอียด และบอกข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

ในคลินิกมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการรักษาถุงใต้ตา หรือมีจักษุแพทย์

แพทย์จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และมีชื่อเสียงเชี่ยวชาญในด้านดูแลผิวหนังรอบดวงตาโดยเฉพาะ หรือเป็นจักษุแพทย์ ซึ่งอาจหาข้อมูลได้จากรีวิวลูกค้าของแพทย์คนนั้นๆ

ชื่อเสียงและรางวัลที่คลินิกเคยได้รับ

เช็กคลินิกที่เราสนใจเข้ารับการรักษาถุงใต้ตา ว่ามีชื่อเสียงหรือไม่ โดยอาจดูได้จากรางวัลที่คลินิกเคยได้รับ เพราะจะแสดงให้เห็นว่า คลินิกมีมาตรฐานและได้รับความไว้วางใจจากผู้เข้าบริการเป็นอย่างดี

เช็กรีวิวจากลูกค้าที่เคยเข้ารับบริการ

เพื่อเป็นการเช็กว่าคลินิกนั้นๆ มีการให้บริการและให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้กีมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงการแสดงผลลัพธ์ว่าบริการของคลินิกทำแล้วดีจริงไหม ปลอดภัยไหม

รักษาถุงใต้ตากับกังนัมดีอย่างไร

ด้วยนวัตกรรมทันสมัยได้มาตรฐานเดียวกันกับประเทศเกาหลี ของกังนัมคลินิก ที่เปิดมาแล้วกว่า 8 ปี มากกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ มากมายด้วยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาผิวรับดวงตาอย่างแท้จริง กังนัมคลินิกรองรับเครื่องมือรักษาถุงใต้ตาอย่างครอบคลุมทุกรูปแบบปัญหา ไม่ว่าจะเป็น Ultraformer III ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการรักษาถุงใต้ตาไปพร้อมๆ กับลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตา และกระชับความหย่อนยานขอบตาล่างไปพร้อมๆ กัน หรือปัญหาใต้ตาลึก หน้าโทรม ดูแก่ ก็สามารถแก้ไขด้วยฟิลเลอร์คุณภาพสูง ที่เติมเต็มให้กลับมาหน้าสวยใส ย้อนวัยเด็กอีกครั้ง และยังมีเทคโนโลยีปลอดภัยสูงอื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมให้ผู้ที่ต้องการรักษาถุงใต้ตาได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด

สรุป

หลังจากได้ทราบข้อมูลวิธีการรักษาถุงใต้ตา มีอะไรบ้าง ก็สามารถที่จะทำให้ตัดสินใจได้แล้วว่า จะเลือกวิธีไหนถึงน่าจะเหมาะกับเรามากที่สุด ซึ่งหากผู้ที่กำลังสนใจเลือกใช้วิธีรักษาถุงใต้ตาด้วยเทคนิคแพทย์ และต้องการผลลัพธ์แบบพรีเมียม มาตรฐานเดียวกับประเทศเกาหลี อย่าง กังนัมคลินิก ที่ให้ครบจบในที่เดียว ก็สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ Gangnam clinic ที่มีทั้ง 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือสามารถแอดไลน์ Line: @gangnamclinic เพื่อนัดหมาย/ ปรึกษา และขอรับบริการ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง