รู้จักกับ สิวหิน สิวข้าวสาร คืออะไร ป้องกันและรักษาด้วยวิธีไหนได้บ้าง?

สิวหิน-และ-สิวข้าวสาร

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มักเกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัยนั้นก็คือปัญหาเรื่องสิวๆ ซึ่งในปัจจุบันสิวเองก็ได้ถูกจำแนกออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน ดังนั้นในบทความนี้หมอจะมีเจาะถึงเรื่องของสิวหินว่าคืออะไร เกิดขึ้นจากอะไรและมีวิธีไหนที่สามารถรักษาได้บ้าง

สิวหิน คืออะไร

สิวหินคือ

สิวหิน (Syringoma) คือตุ่มเม็ดเล็กๆ แข็งสีขาวขุ่นหรือมีสีเหลือที่มักเกิดขึ้นตามร่างกายโดยมีลักษณะคล้ายกับเม็ดสิว แต่ในความจริงแล้วสิวหินไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสิวแต่อย่างไร แต่เป็นกลุ่มเนื้องอกจากต่อมท่อเหงื่อ ซึ่งไม่จะมีอาการเจ็บปวดหรือคันระคายเคืองผิวแต่อย่างใด

สิวหินเกิดขึ้นจากอะไร

สิวหินเกิดจากอะไร

สาเหตุของการเกิดสิวหินนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุปัจจัยแต่ในทางการแพ้ได้มีการระบุว่าไม่สามารถหาสาเหตุแบบแน่ชัดได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุดังต่อไปนี้

สิวหินปฐมภูมิ

มีสาเหตุการเกิดมาจากเส้นใยเคราตินบริเวณใต้ผิวหนังที่เกิดการสะสมนวมกับต่อมไขมันเป็นระยะเวลานานจนทำให้เกิดเป็นเม็ดสิวหินเกิดขึ้น ซึ่งตำแหน่งที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่ บริเวณหัวตา รอบพับจมูก หน้าผาก หรือที่ตำแหน่งอวัยวะเพศ สิวหินประเภทนี้ถือว่าเป็นประเภทที่สามารถหายไปได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือน

สิวหินวัยหนุ่มสาว

สาเหตุของการเกิดสิวประเภทนี้นั้นโดยส่วนใหญ่แล้วมักเกิดขึ้นจากอาการเจ็บป่วยหรือโรคภัยต่างๆ เช่น โรคมะเร็งผิวหนัง หรือเกิดขึ้นจากความผิดปกติของพันธุกรรมเป็นต้น

สิวหินชนิดแบนราบ

เป็นประเภทที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยแต่จะพบมากที่สุดในกลุ่มหญิงวัยกลางคน โดยมีสาเหตุการเกิดมาจากการติดเชื้อที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางโรคที่เกิดการลุกลามจนกลายเป็นปื้นที่ผิวหนัง ซึ่งบริเวณที่มักพบได้แก่ บริเวณตา หลังหู หน้าแก้มและกรามเป็นต้น

สิวหินชนิดบาดแผล

สิวหินประเภทนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่ร่างกายได้รับบาดแผลหรือมีอาการบาดเจ็บจากการอักเสบของผิวหนัง แผลพุพอง ผื่น แผลไฟไหม้ จนทำให้รูขุมขนและต่อมไขมันในบริเวณที่เกิดบาดแผลถูกรบกวนจนเป็นสาเหตุกระตุ้นทำให้เกิดสิวขึ้นนั่นเอง ซึ่งมักพบบ่อยได้ในบริเวณนิ้วมือและหลังมือ

สิวหินกับสิวข้าวสารคืออันเดียวกันไหม?

หลายคนอาจเกิดความสับสนขึ้นว่าระหว่างสิวหินและสิวเม็ดข้าวสารนั้นคืออันเดียวกันไหม ซึ่งคำตอบก็คือคนละอันกัน แต่ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันที่ทั้งคู่ไม่ได้ถูกจัดให้กลุ่มเป็นสิวนั่นเอง ซึ่งความแตกต่างของทั้งสิวหินและสิวข้าวสารคือดังนี้

  • สิวหิน (Syringoma) เป็นเนื้องอกจากต่อมเหงื่อ
  • สิวเม็ดข้าวสาร (Milia) เป็นกลุ่มซีสต์ของไขมันใต้ผิวหนัง

สิวหินมักเกิดขึ้นบริเวณไหน

สิวหินมักเกิดขึ้นบริเวณไหน
  • สิวหินหัวตา
  • สิวหินจมูก
  • สิวหินที่หน้าผาก
  • สิวหินที่แก้ม
  • สิวหินที่กราม
  • สิวหินที่มือ
  • สิวหินที่หลังหู
  • สิวหันที่อวัยวะเพศ

สิวหินรักษาแบบไหนได้บ้าง

มาถึงกันที่วิธีรักษาสิวหินกันบ้างว่าในปัจจุบันนี้จะมีวิธีไหนบ้างที่สามารถรักษาสิวหินได้บ้าง ซึ่งเราก็มีแนะนำทั้งวิธีทางการแพทย์และการดูแลตัวเองมาฝากกัน

1. กดสิว

กดสิวหิน

วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเนื่องจากเป็นการกำจัดสิวหินได้อย่างรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้แพงมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ แต่ก็มีข้อเสียคือไม่ควรทำเองอย่างเด็ดขาดโดยควรรับบริการกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากหากใช้น้ำหนักในการกดที่แรงเกินไปอาจทำให้ผิวช้ำจนเกิดเป็นรอยดำขึ้นได้ และนอกจากนั้นหลังกดสิวภายใน 24 ชั่วโมงแรกควรเว้นการแต่งหน้าและไม่ควรสัมผัสหน้าบ่อยๆ เพื่อลดการติดเชื้อแบคทีเรียจากสิ่งสกปรกในเครื่องสำอางเป็นต้น

  • ข้อดี : สามารถเห็นได้ทันทีหลังทำ มีราคาที่ถูก
  • ข้อเสีย : อาจเกิดแผลเป็นขึ้นได้หลังทำ และไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่เกิดสิวหินซ้ำอีก

2. เลเซอร์สิวหิน

เลเซอร์สิวหิน

วิธีนี้จริงๆ แล้วจะมีความคล้ายคลึงกับการกดสิว เพียงแต่จะต่างกันที่อุปกรณ์โดยการกดสิวจะใช้เข็มในการเปิดรูสิวและกดออก แต่วิธีนี้จะใช้แสงเลเซอร์ในการยิงเพื่อเปิดรูสิวหิน และทำการกดเอาหัวสิวออกมาซึ่งจะทำให้สามารถกดเอาหัวสิวออกมาได้ง่ายกว่า ลดโอกาสการเกิดผิวช้ำจนเป็นรอยแผลเป็น แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า

  • ข้อดี : สามารถกดเอาหัวสิวหินออกมาได้อย่างง่ายดาย ทำให้เกิดโอกาสเป็นรอยแผลเป็นได้น้อย
  • ข้อเสีย : มีค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจากจะต้องทำในคลินิกความงามที่มีหมอผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำให้เท่านั้น

3. การใช้ความเย็น

วิธีนี้จะใช้ความเย็นจากไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen) ในการจี้ตัวเม็ดสิวที่นูนขึ้นให้หลุดออกไปอย่างง่ายดายซึ่งวิธีนี้จะต้องทำโดยหมอที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สูงเท่านั้น เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงเช่นการโดนความเย็นกัดผิวหรือเกิดแผลไฟไหม้นั่นเอง

  • ข้อดี : เห็นผลได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลได้ทันทีหลังทำ
  • ข้อเสีย : มีค่าใช้จ่ายที่สูงและต้องทำกับหมอที่มีความเชี่ยวชาญสูงเท่านั้น

4. การใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า

จี้ไฟฟ้าสิวหิน

การใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrocautery) เป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพพอๆ กับการเลเซอร์ซึ่งวิธีจะมีการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าที่มีหัวขนาดเล็กในการจี้เพื่อยังเม็ดสิวเพื่อเอาหัวสิวออก ซึ่งจะทำให้สามารถกดเอาหัวสิวออกมาได้ง่ายกว่าการกดสิวแบบปกติ

  • ข้อดี : เห็นได้ทันทีหลังทำและช่วยลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น รอยช้ำ จากการกดเอาหัวสิวออกได้
  • ข้อเสีย : มีราคาที่สูงกว่าการกดสิวทั่วไปค่อนข้างมาก และจะต้องทำกับหมอที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้น

5. ปูนแดง

วิธีถือเป็นวิธีแบบดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่รุ่นย่า รุ่นยาย ซึ่งวิธีนี้จะใช้ตัวปูนที่มีฤทธิ์ในการช่วยกัดกร่อนผิวมาละลายในน้ำและนำไปแต้มที่บริเวณเม็ดสิวซึ่งจะต้องทำอย่างน้อย 2-3 ครั้งสิวหินจึงค่อยๆ แห้งและหลุดออกไปในที่สุด

  • ข้อดี : ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำและเหมาะกับคนที่ต้องการรักษาสิวหินด้วยตนเองที่บ้าน
  • ข้อเสีย : เนื่องจากตัวปูนแดงมีฤทธิ์ที่ค่อนข้างแรงเลยอาจทำให้ผิวเกิดการอักเสบและเป็นแผลระคายเคืองขึ้นได้

6. ปรับการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

แน่นอนว่าสาเหตุหลักๆ ของการเกิดสิวหินคือการอุดตันและสะสมของแบคทีเรีย, ไขมันต่างๆ ในชั้นผิว ดังนั้นการปรับมาใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มีสารช่วยการผลัดเซลล์ผิวก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาสิวหิน ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมักจะมีส่วนผสมของ AHA BHA Retinol หรือกรดซาลิคไซลิกเป็นต้น

  • ข้อดี : เป็นวิธีที่สามารถทำได้เองง่ายๆ ที่บ้าน เหมาะกับคนที่ไม่อยากเข้ารับการรักษาสิวหินที่คลินิก และสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีราคาตามที่ต้องการได้
  • ข้อเสีย : ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล และต้องทำการศึกษาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ให้ดีว่าสารตัวไหนควรใช้และควรเลี่ยงในการใช้คู่กับสารตัวไหน เพื่อป้องกันการระคายเคืองผิว

7. ทายารักษาสิวหิน

การทายาก็ถือเป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากมายซึ่งจะเป็นการใช้ยากลุ่มอาซิเทรติน (Acitretin)
กรดไตรคลอโรอะเซติก (Trichloroacetic acid) และไอโซเทรติโนอิน (Isotretinoin) ที่เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการเร่งการผลัดเซลล์ผิว แต่วิธีนี้จะต้องเป็นการรักษาที่อยู่ภายใต้การดูแลของหมอผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

  • ข้อดี : สามารถรับยามาทำการรักษาเองที่บ้านได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปพบหมอบ่อยๆ
  • ข้อเสีย : ในระหว่างการรักษาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ที่แรงส่งผลทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายกว่าปกติมากๆ

8. ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร

ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร

การทานอาหารถือเป็นวิธีในการช่วยแก้ปัญหาได้ถึงต้นตอ ซึ่งจะเป็นการเน้นทานอาหารพวกผัก ผลไม้สด และกลุ่มเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ และควรเลี่ยงอาหารกลุ่มของทอด ของมันและของหวานที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้นั่นเอง

  • ข้อดี : เป็นวิธีที่ดูแลตัวเองได้อย่างง่ายๆ และถือเป็นวิธีการป้องกันและดูแลสุขภาพร่างกายได้ดีที่สุด
  • ข้อเสีย : ใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล และไม่สามารถรักษาสิวหินในกรณีที่เกิดจากโรคทางสุขภาพหรือความบกพร่องทางพันธุกรรมได้

สิวหินสามารถหายเองได้ไหม

สิวหินสามารถหายไปได้เอง แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานมากๆ หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับลักษณะของเม็ดสิวว่าอยู่ในชั้นผิวที่ตื้นลึกแค่ไหน

สิวหินปล่อยที่ไว้จะเป็นอันตรายไหม

การเป็นสิวหินนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องความอันตรายใดๆ เลยเนื่องจากถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคผิวที่ไม่จำเป็นจะต้องทำการรักษา ถึงจะปล่อยทิ้งไว้โดยไม่กดออกก็ไม่ได้มีความอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย แต่คนส่วนใหญ่มักเลือกที่กำจัดออกเพื่อความสวยงามนั่นเอง

สรุป

สิวหินมีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ สีขาวเมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงความแข็งและมีหัวมีขาวหรือสีเหลืองอยู่ภายใน ซึ่งความจริงแล้วสิวหินนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มกลุ่มเนื้องอกจากต่อมท่อเหงื่อที่มีการอุดตัน โดยสาเหตุการเกิดนั้นยังไม่มีความแน่ชัดมาก และสามารถรักษาได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการกดสิว การเลเซอร์สิว การใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าหรือแม้แต่การทายารักษาสิวหินก็ได้เช่นกัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง