สิวอักเสบ คืออะไร ? พร้อมแนะนำวิธีดูแล และรักษาให้ได้ผลแบบธรรมชาติ

สิวอักเสบ รักษาและป้องกัน

ปัญหาใหญ่ที่เป็นศรัตรูกับผิวหน้าคงหนีไม่พ้นปัญหาสิวอักเสบ ที่ให้รู้สึกเจ็บและสามารถเห็นได้ชัดเจนจนยากต่อการปกปิด จนทำให้ความมั่นใจนั้นแทบจะหมดไป ซึ่งสิวอักเสบเกิดจากหลายปัจจัย และเมื่อเกิดสิวอับเสบขึ้นแล้วก็มักจะพาทุกคนให้ต้องพบเจอกับปัญหาเหล่านี้อยู่ซ้ำๆ

สิวอักเสบ คืออะไร

สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) เป็นอาการอักเสบของรูขุมขนที่เกิดมาจากการสะสมของแบคทีเรียและต่อมไขมันใต้ผิว จนโผล่ออกมากลายเป็นสิวอักเสบ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นตุ่มเม็กขนาดใหญ่ บวมแดง และมีหนองในบางราย

สาเหตุหลักของ สิวอักเสบ เกิดจากอะไร

สิวอักเสบเกิดมาจากการอุดตันที่บริเวณรูขุมขน จากการอุดตันของไขมันเซลล์ผิวที่ตาย และเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า C.acnes ที่เข้าไปกระตุ้นการอุดตันในรู้ขุมขนจนทำให้เกิดการพัฒนากลายสิวอักเสบในที่สุด ซึ่งต้นตอของสิวอักเสบนั้นมีสาเหตุมาจาก

การใช้ชีวิตประจำวัน

การรับประทานอาหาร การพักผ่อนไม่เพียง ความเครียดสะสม มลพิษทางอากาศ ทำความสะอาดผิวหน้าที่ไม่ถูกวิธี หรือ การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงและยารักษาสิวบางชนิด ที่มีส่วนผสมของ anabolic steroids, corticosteroids, vitamin B6 B12,corticotropin, phenytoin, lithium, isoniazid

ฮอร์โมนการเปลี่ยนแปลง

ทุกช่วงอายุหรือมี ปริมาณฮอร์โมนที่ไม่สมดุลภายในร่างกายก็จึงทำให้เกิดสิวอักเสบมากขึ้น เพราะจะไปกระตุ้นต่อมไขมันจึงทำให้ผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ทำให้มีความมันบนใบหน้ามากกว่าปกติ เป็นอีกสาเหตุการเกิดสิวอักเสบได้เช่นกัน

การบีบสิว

การที่ใช้มือจับ กด ลูบ แคะ แกะ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเพราะไม่มีความสะอาดจะทำให้มีการบาดเจ็บตามรูขุมขนและผิวหนังรอบข้างได้ ส่งผลให้เกิดการอักเสบมากขึ้น จนกลายเป็นสิวอักเสบตามมา ควรมีการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พันธุกรรม

พันธุกรรมก็ถือเป็นอีกสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ หากคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นสิว ก็อาจทำให้คนในครอบครัวนั้นมีโอกาสเป็นสิวหรือสิวอับเสบได้เหมือนกัน จะเป็นมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคลร่วมด้วย

สิวอักเสบมีลักษณะอย่างไร? มีกี่ประเภท

สิวอักเสบ มีกี่แบบ

สิวอักเสบสามารถแบ่งแยกออกตามลักษณะของสิว และความรุนแรง โดยประเภทของสิวอักเสบแบ่งออกตามขนาดและความรุนแรงได้ 4 ระดับ โดยแต่ละระดับจะมีลักษณะดังนี้

สิวอักเสบแดง / สิวตุ่มแดง

มีลักษณะเป็นสิวหัวแดงกลมๆขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 ซม. เมื่อสัมผัสที่หน้าจะรู้สึกเป็นนูนๆหรือไตแข็งๆใต้ผิวหนัง ผิวหน้าจะดูไม่เรียบเนียน ไม่มีหัวไม่มีหนอง เจ็บเล็กน้อยหากสัมผัส สิวอักเสบชนิดนี้รักษาง่ายกว่าสิวอักเสบชนิดอื่นๆ

สิวอักเสบแบบไม่มีหัว

ความรุนแรงของสิวในระดับนี้จะมีลักษณะเป็นสิวตุ่มนูนแดงยื่นออกจากผิว สังเกตเห็นไดว่าเป็นตุ่มสิวแดง ๆ แต่จะไม่มีหัว และจะมีการอักเสบอยู่บริเวณรอบ ๆ หากสัมผัสจะไม่มีอาการเจ็บ แต่ทำให้ผิวหน้าดูไม่เรียบเนียน

สิวอักเสบแบบหัวหนอง

เป็นสิวที่มีความรุนแรงกว่าสิวอักเสบแบบไม่มีหัว มีลักษณะเป็นตุ่มสิวแดงๆที่ตรงบริเวณฐาน และสิวหัวหนองจะมีจุดสีขาวเหลืองตรงบริเวณหัว ซึ่งจุดสีขาวเหลืองที่เราเห็นนั่นก็คือ หนองที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง หากสัมผัสจะรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย

สิวซีสต์หรือสิวหัวช้าง

สิวซีสต์ หรือสิวหัวช้าง ถือเป็นสิวอักเสบประเภทที่มีความรุนแรงมากที่สุด มีลักษณะเป็นก้อนนูนๆแข็งๆอาจมีหนองและไม่มีหนอง มีตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ สามารถเกิดได้บนผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย พบได้บ่อยในผู้ที่มีสภาพผิวมัน วัยรุ่น ผู้สูงอายุที่มีฮอร์โมนไม่สมดุลกัน

สิวอักเสบมีอาการอย่างไร?

อาการของสิวอักเสบที่พบได้มากที่สุด จะมีลักษณะเป็นตุ่มแดงมีหัวหนองเป็นจำนวนมาก บางตุ่มหัวสิวอาจจะฝังลึกอยู่ใต้ชั้นผิว เกิดขึ้นได้ในหลายๆจุดพร้อมกัน ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดไปทั่วบริเวณที่เป็นสิวอับเสบ หากใครที่มีอาการเหล่านี้แนะนำว่าให้ควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อช่วยวิเคราะห์วินิจฉัยระดับความรุนแรงและเพื่อให้ทำการรักษาได้อย่างถูกวิธีและตรงจุดมากที่สุด

บริเวณที่มักเกิดสิวอักเสบ

  • สิวอักเสบที่คาง
  • สิวอักเสบที่กรอบหน้ากราม
  • สิวอับเสบที่บริเวณแก้ม
  • สิวอักเสบที่หน้าผาก
  • สิวอักเสบทั่วใบหน้า

การรักษาสิวอักเสบ ลดสิวอักเสบมีอะไรบ้าง?

สิวอักเสบที่ไม่มีความรุนแรงมากสามารถทำการดูแลรักษาได้ด้วยตัวเอง แต่จะต้องใช้ความระมัดระวังรักษาให้ถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามหรือกระตุ้นให้มีอาการที่รุนแรงขึ้น แต่หากไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำได้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีแก้สิวอักเสบได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการรักษาสิวอับเสบมีดังนี้

การฉีดวิตามินผิว

บำรุงผิวให้แช็งแรงด้วยการเติมวิตามินและอาหารที่จำเป็นต่อผิวอย่าง เมโสหน้าใสเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นการฉีดสารสกัดจากวิตามิน เพื่อช่วยบำรุงผิวได้ลึงถึงชั้นกลางบนผิวหน้า ช่วยผลัดเซลล์ผิวและฟื้นฟู ซ่อมแซมความเสียหายจากสิ่งสกปรก มลภาวะ ต่างๆรวมถึงช่วยแก้สิวอับเสบให้จางลงได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

เหมาะกับใคร: คนที่มีปัญหาสิวซ้ำซาก มีผิวหมองคล้ำ รวมไปถึงคนที่พักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่
ข้อดี : เห็นผลไว เพราะเป็นการบำรุงผิวจากภายใน ช่วยจัดการกับปัญหาสิวที่เกิดจากฮอร์โมนหรือสิวจากการทานอาหารของมัน ของทอดได้ดี
ข้อเสีย : มีราคาที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องทำหลายๆ ครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

เลเซอร์ผิว

การทำเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิวให้ผิวแข็งแรง เช่น เลเซอร์ Dual Yellow ที่ผลิตออกมามีถึง 2 ชนิด คือ แสงสีเหลือง ความยาวคลื่น 578 นาโนเมตร และแสงสีเขียว ความยาวคลื่น 511 นาโนเมตร แสงสีเหลืองสามารถถูกดูดซับได้ดีใน ช่วย เส้นเลือดผิดปกติ ลดปานแดง ส่วนแสงสีเขียวจะถูกดูดซับได้ดีใน Melanin ช่วยลดรอยแผลเป็นสีดำ ลดกระ ลดการอับเสบ จึงสามารถช่วยแก้สิวอับเสบให้ลดเลือนลงไปได้

เหมาะกับใคร: คนที่มีปัญหาสิวอักเสบเยอะ เป็นสิวซ้ำซากเรื้อรัง และมีรอยสิวรอยแผลเป็ทั่วใบหน้า รวมไปถึงผู้มีปัญหาเห็นเส้นเลือดฝอยที่หน้าชัดอีกด้วย
ข้อดี : ลดปัญหาสิวอักเสบได้ดี ช่วยแก้ปัญหารอยต่างๆ ทั้งรอยดำรอยแดง ทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้น รวมไปถึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวเพื่อทำให้ผิวแข็งแรงพร้อมรับการบำรุงได้ดียิ่งขึ้น
ข้อเสีย : มีราคาที่สูงเนื่องจากต้องทำอย่างต่อเนื่องประมาณ 3-5 ครั้งเพื่อให้สิวและรอยต่างๆ หายจนหมด

การฉีดสิว

เป็นการฉีดสเตียรอยด์ (Steroid) เข้าไปที่ตัวเม็ดสิวเพื่อทำให้อาการอักเสบของเม็ดสิวยุบตัวและหายไปแบบเร่งด่วนโดยไม่ต้องทำการเจาะหัวสิว ซึ่งสิวแต่ละเม็ดจะมีการใช้ปริมาณของยาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับความอักเสบของสิว

เหมาะกับใคร: คนที่มีปัญหาสิวอักเสบแบบไม่มีหัว และคนที่ต้องการให้สิวยุบไวแบบเร่งด่วน เช่น ต้องไปงานแต่งงานหรืองานสำคัญต่างๆ
ข้อดี : เห็นผลไว ช่วยลดอาการเจ็บของเม็ดสิวได้ดี ไม่มีรอยแผลในการเปิดหัวสิว แต่อาจมีรอยเข็มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ข้อเสีย : หากฉีดไปนานๆ หรือฉีดบ่อยๆ อาจเกิดการดื้อยาได้ และส่งผลให้ผิวในบริเวณที่ฉีดเกิดการยุบตัวกลายเป็นหลุมสิวในอนาคตได้

เมโสหน้าใส

เป็นวิธีการส่งตัวยาที่ช่วยบำรุงและแก้ปัญหาผิวเข้าไปชั้นผิวหนังด้วยการใช้เข็มสะกิดที่ผิวหนังชั้นนอก ซึ่งตัวยาของเมโสจะมีอยู่หลายสูตร แต่ละสูตรก็จะเหมาะกับปัญหาผิวที่แตกต่างกันออกไป เช่น สูตรลดสิว สูตรปรับผิวกระจ่างใส โดยตัวยาจะมีส่วนผสมของวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นต่อผิว เช่น วิตามิน วิตามินเอ วิตามินอี คอลลาเจนและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะทำให้หน้าค่อยๆ กระจ่างใสขึ้นภายใน 7-14 วันหลังทำ

เหมาะกับใคร: คนที่มีปัญหาสิวอักเสบ มีผิวหน้าที่หมองคล้ำ มีรอยสิวรอยแผลเป็นเยอะ และต้องการมีใบหน้าที่เนียนกระจ่างใส
ข้อดี : เห็นผลไวและสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งที่ทำ ช่วยให้ผิวได้รับสารบำรุงอย่างล้ำลึก ช่วยแก้ปัญหาสิวและรอยต่างๆ พร้อมปรับสีผิวให้กระจ่างใสสม่ำเสมอกันทั้งใบหน้า
ข้อเสีย : ไม่เหมาะกับคนกลัวเข็วและหลังทำควรงดแต่งหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมงเพื่อป้องกันอาการอักเสบจากรอยเข็ม

มาเด้คอลลาเจน

เพื่อให้ผิวเกิดการบำบัด และฟื้นฟูผิวให้มีความสมดุลขึ้น ช่วยรักษาอาการอักเสบของผิวให้ลดลง ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้สิวอักเสบหายได้ไวขึ้น

เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง มีฝ้ากระ จุดด่างดำตามใบหน้า รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย มีผดผื่น มีผิวที่แห้งกร้าน ผิวหมองล้ำ ผิมโทรมจะการนอนน้อย
ข้อดี : ช่วยปรับให้ผิวกระจ่างใสอย่างสม่ำเสมอ ลดสิว ผดผื่น ทำให้ผิวหน้ากลับมาสุขภาพดีบอกลาปัญหาหนเาโทรมและยังช่วยลดริ้วรอยต่างๆ ได้
ข้อเสีย : ไม่เหมาะกับผู้ที่กลัวเข็มเนื่องจากจะต้องใช้วิธีการฉีด 16 จุดทั่วใบหน้า และอาจจะรู้สึกเจ็บระหว่างทำได้ แต่หากเจ็บจนทนไม่ไหวสามารถขอยาชากับทางแพทย์ผู้ฉีดได้เช่นกัน

ฉายแสงลดสิว

เป็นการใช้แสง LED 4 สีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาผิวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเชื้อสิว การลดอาการอักเสบของสิว การลดรอยสิวรอยแผลเป็นต่างๆ พร้อมช่วยปรับผิวหน้าให้เรียบเนียนและกระจ่างใสได้อีกด้วย ซึ่งแสงทั้ง 4 สีก็จะมีจุดเด่นที่ต่างกัน ดังนี้

สีฟ้า : ฆ่าเชื้อสิว ลดอาการอักเสบของสิว
สีแดง : รักษาริ้วรอยช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิว
สีเหลือง : รักษารอยดำ รอยแดง พร้อมฟื้นฟูระบบน้ำเหลืองให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
สีเขียว : ปรับรอยดำรอยแดงให้จางลง รวมไปถึงอาการแพ้สารต่างๆ ให้ดีขึ้น

เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีปัญหาสิวเยอะทั้งสิวอักเสบ สิวอุดตัน ผดผื่น และผู้ที่ชอบแกะ บีบสิวเองจนเป็นรอยสิว
ข้อดี : ช่วยจบวงสิว ลดการเกิดสิวใหม่ พร้อมลดรอยต่างๆ ได้ดี เพราะเป็นการรักษาสิวจากภายใน
ข้อเสีย : มีราคาที่สูงและต้องใช้ความสม่ำเสมอในการรักษาจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่สูงสุด

ทานยาลดสิว

ในกรณีนี้จะต้องเข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการประเมินถึงสาเหตุของการเกิดสิว จากนั้นแพทย์จึงจะทำการจัดยาให้ทาน ซึ่งจะต้องทานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้เห็นผลลัพธ์

เหมาะกับใคร: คนที่เป็นสิวอักเสบที่เกิดจากฮอร์โมนในร่างกาย และเป็นสิวแบบซ้ำซากเรื้อรัง
ข้อดี : ช่วยให้สิวหายได้จริงเพราะเป็นการรักษาด้วยการปรับฮอร์โมนจากภายใน
ข้อเสีย : หลังทานอาจมีผลข้างเคียงกับร่างกายเช่น ปากแห้ง ผิวแห้งลอกเป็นขุย หรือบางรายอาจส่งผลในทางของอารมณ์อาจหงุดหงิดง่ายในช่วงที่ทาน

วิธีรักษาสิวอักเสบ ด้วยตนเอง

สำหรับใครที่ไม่มีงบในการจะไปรักษาสิวกับคุณหมอ เราก็ได้มีการรวบรวมวิธีรักษาสิวด้วยตนเองมาฝากถึง 4 วิธีด้วยกัน

ทายาแต้มสิว

การทายาแต้มสิวก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธียอดนิยมมากๆ เพราะในตัวยาของแต่ละแบรนด์จะมีสารต่างๆ ที่ช่วยลดอาการอักเสบและทำให้สิวยุบตัวได้ไวขึ้น 

ใช้สกินแคร์สำหรับผิวเป็นสิว

เช่นสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ BHA, AHA,กรดซาลิเซอิก หรือเรตินอยด์ ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวพร้อมดันหัวสิวให้แห้งและหลุดง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยลดรอยสิวได้ดีอีกด้วย

ใช้แผ่นแปะสิว

แผ่นแปะสิวนอกจากช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องสำอางหรือสิ่งสกปรกต่างๆ ไปรบกวนสิวแล้วในแผ่นแปะสิวบางยี่ห้อยังมีส่วนช่วยในหารดูดซับหนองสิวและมีสารบำรุงที่ทำให้สิวแห้งไวแบบไม่ทิ้งรอยอีกด้วย 

ทานวิตามินบำรุงผิว

ไม่ว่าจะเป็นวิตามินพวก Zinc ที่มีส่วนช่วยในการลดสิวและทำให้ผม เล็บแข็งแรง, วิตามินซี ที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยลดรอยสิว ปรับผิวให้กระจ่างใส หรือคอลลาเจนที่จะช่วยฟื้นฟูคอลลาเจนในชั้นผิวให้แข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวเปล่งปลั่งสุขภาพดีจากภาย ซึ่งทั้งหมดนี้แนะนำให้ทานในช่วยก่อนนอนทุกคืน เพื่อให้ร่างกายได้ทำการดูดซึมสารต่างๆ ไปใช้ในตอนที่เรานอนหลับ

สิวอักเสบกับสิวอักเสบไม่มีหัว ต่างกันอย่างไร?

สิวอักเสบแบบไม่มีหัวนั้นจะใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันกับสิวอักเสบแบบธรรมดา เนื่องจากสิวอักเสบแบบไม่มีหัวนั้นจะต้องใช้การเจาะเพื่อเป็นหัวสิวเพราะเม็ดสิวฝั่งอยู่ในชั้นผิวหนังที่ตัวยารักษาไม่สามารถลงไปถึงได้ ซึ่งวิธีการเจาะเป็นหัวสิวหลักๆ ก็คือการใช้เข็มเจาะ ใช้เลเซอร์เจาะ หรือจะใช้วิธีฉีดยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ก็ได้เช่นกัน

สิวอักเสบสามารถป้องกันได้หรือไม่?

การป้องกันการเกิดสิวอักเสบสามารถทำได้ง่ายกว่าการแก้สิวอักเสบ ซึ่งการป้องกันสิวอักเสบที่ได้รับความนิยมและเห็นผลได้อย่างชัดเจนมีดังนี้

  • การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
    การนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ก็เป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยทำให้ผิวได้ฟื้นฟูจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างชัดเจน อีกทั่งยังช่วยแก้สิวอับเสบให้ลดลงได้อีกด้วย
  • ลดการกินน้ำตาล
    เพราะความหวานเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวอับเสบขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้มาที่สุดเพื่อช่วยแก้สิวอับเสบไม่ให้กลับมาได้อีก
  • การฉีดวิตามินผิว
    บำรุงผิวให้แช็งแรงด้วยการเติมวิตามินและอาหารที่จำเป็นต่อผิวอย่าง เมโสหน้าใสเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นการฉีดสารสกัดจากวิตามิน เพื่อช่วยบำรุงผิวได้ลึงถึงชั้นกลางบนผิวหน้า ช่วยผลัดเซลล์ผิวและฟื้นฟู ซ่อมแซมความเสียหายจากสิ่งสกปรก มลภาวะ ต่างๆรวมถึงช่วยแก้สิวอับเสบให้จางลงได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
  • เลเซอร์ผิว
    การทำเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิวให้ผิวแข็งแรง เช่น เลเซอร์ Dual Yellow ที่ผลิตออกมามีถึง 2 ชนิด คือ แสงสีเหลือง ความยาวคลื่น 578 นาโนเมตร และแสงสีเขียว ความยาวคลื่น 511 นาโนเมตร แสงสีเหลืองสามารถถูกดูดซับได้ดีใน ช่วย เส้นเลือดผิดปกติ ลดปานแดง ส่วนแสงสีเขียวจะถูกดูดซับได้ดีใน Melanin ช่วยลดรอยแผลเป็นสีดำ ลดกระ ลดการอับเสบ จึงสามารถช่วยแก้สิวอับเสบให้ลดเลือนลงไปได้
  • การเลือกใช้เครื่องสำอาง
    เครื่องสำอางที่เหมาะสมที่ปราศจากน้ำมัน Oil-Free ไม่ก่อให้เกิดสิว ไม่อุดตัน เป็นการแก้สิวอับเสบได้อีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยให้สิวลดลงได้
  • การล้างหน้าแบบอ่อนโยน
    การทำความสะอาดผิวด้วยสบู่ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ช่วยแก้สิวอับเสบให้จางลงได้แต่ไม่ควรล้าง วันละไม่เกิน 2 – 3 ครั้ง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และกระตุ้นสิวให้เป็นมากกว่าเดิม
  • ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสที่ผิว
    ควรงดการทำร้ายผิวด้วยการสัมผัส เช่น กด แคะ บีบ จับ เพื่อช่วยแก้สิวอับเสบให้ยุบตัวลงได้อย่างรวดเร็วและเพื่อลดการอับเสบบนผิวหน้า
  • ทำความสะอาดห้องนอนอย่างเป็นประจำ
    เพื่อลดเชื้อแบทีเรียที่ทำให้เกิดสิวอับเสบขึ้นมาได้เป็นการดูแลรักษาผิวและสุขภาพให้แข็งแรงและช่วยแก้สิวอับเสบให้เลือนจางหายได้

สิวอักเสบหายเองได้หรือไม่?

สิวอักเสบไม่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ หรือหากหายได้เองก็มีความเสี่ยงที่จะทิ้งรอยดำจาสิว และในบางครั้งสิวอักเสบอาจกลับมาได้อีก ดังนั้นหากมีอาการสิวอักเสบที่รุนแรงควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอย่างโดยเร็วเพื่อช่วยหาสาเหตุและช่วยยับยั้งอาการได้อย่างตรงจุดมากที่สุด

สิวอักเสบขึ้นไม่หยุด ทำยังไงดี?

ถ้ารู้ตัวว่าเป็นสิวอักเสบ และดูเหมือนว่าสิวอักเสบจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ

  • ห้ามบีบสิว แคะ แกะ เกา จะทำให้สิวอักเสบเพิ่มขึ้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ
  • งดทานของทอดของมัน แป้ง น้ำตาล เช่น ขนมหวาน เค้ก เป็นต้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เช็ดเครื่องสำอางทุกครั้ง ล้างหน้าให้สะอาด
  • งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ควรรีบปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง ก่อนใช้ยาหรือเจลแต้มสิว

สิวอักเสบกี่วันหาย?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสิวอักเสบ และวิธีที่เลือกใช้ในการรักษา ซึ่งหากคนไข้ได้รับการรักษาในระยะที่ไม่รุนแรงมาก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้วิธีการรักษาที่ถูกต้อง สิวอักเสบก็จะหายได้เร็วกว่าการรักษาด้วยตัวเอง แต่สำหรับสิวอักเสบที่มีอาการรุนแรงมีตุ่มแดงขนาดใหญ่จะใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นานกว่าเดิม

สิวอักเสบบีบแล้วหายหรือไม่?

การบีบสิวอักเสบจะไม่สามารถบีบเพื่อรักษาได้ และหากมีการบีบสิว ก็อาจจะส่งผลทำให้สิวอักเสบรุนแรงมากขึ้น และอาจจะลุกลามอักเสบใต้ผิวหนังมากกว่าเดิม ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาสิวอักเสบแบบผิดๆ

อาการสิวอักเสบที่บ่งบอกว่าควรไปพบแพทย์

หากมีอาการสิวอักเสบที่รุนแรง เช่น รู้สึกเจ็บปวดตามผิวหนัง เป็นหนองใหญ่ขึ้น มีสิวอับเสบขึ้นไม่หยุด ผิวแพ้ง่าย เริ่มมีผื่นแดง มีอาการคัน ทำให้มีเลือดออกบ้างเล็กน้อยตามหัวสิว ควรรีบไปปรึกษาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านผิวหนังอย่างโดยตรง เพื่อช่วยครอบคลุมไม่ให้เกิดสิวอับเสบใหม่ขึ้นได้อีก

สรุป

จริงอยู่ที่การเกิดสิวอับเสบไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดสิวได้ 100% เพราะมีปัจจัยหลักที่ทำให้เราป้องกันไม่ได้ เช่นฮอร์โมนในแต่ละช่วงวัย แต่หากใครที่มีความกังวลใจกับสิวอักเสบที่เป็นอยู่ควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนังให้โดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยหยุดการเจริญเติบโตของสิวได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง