หลุมสิว เกิดจากอะไร มีกี่แบบ ใช้วิธีรักษาต่างกันไหม?

หลุมสิว ป้องกันและรักษาอย่างไร

เรื่องหลุมสิวถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่กวนใจ เพราะนอกจากจะทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเนียน จนไม่มีความมั่นใจแล้วยังรักษายากอีกต่างหาก ดังนั้นเราจึงจะมาพูดถึงสาเหตุของหลุมสิวว่าเกิดมาจากอะไร และมีวิธีรักษาอย่างไรให้หลุมสิวหายไปแบบเร่งด่วน

ปัญหาหลุมสิวบนใบหน้า

หลุมสิว คืออะไร

หลุมสิว (Atrophic Scars) ถือเป็นรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการสมานแผลไม่สมบูรณ์เนื่องจากคอลลาเจนในชั้นผิวไม่เพียงพอต่อการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทนเนื้อเยื่อเก่า ส่งผลทำให้มีลักษณะทิ้งเป็นรอยหลุมสิวทำให้เกิดผิวเกิดเป็นรอยบุ๋ม ส่งผลให้ผิวเกิดความไม่เรียบเนียน

ซึ่งหลุมสิวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากรอยแผลของสิวเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นหลังจากเป็นอีสุกอีใส การจี้หรือผ่าเอาไฝออก ผ่าตัดด้วยเทคนิค Mohs ได้อีกด้วย

สาเหตุหลักๆของ หลุมสิว เกิดจากอะไร

หลุมสิวเกิดจากการที่เซลล์ผิวของเรารักษาตัวเองจากการเป็นสิวได้ไม่เต็มที่จนทำให้ผิวส่วนนั้นเกิดการยุบตัวลงไปโดยมีสาเหตุขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิเช่น

  • การรักษาสิวที่ผิดวิธี : ไม่ว่าจะเป็นการกดสิว การบีบสิว ส่งผลให้เม็ดสิวเกิดอาการอักเสบหนักกว่าเดิม ซึ่งก็ส่งผลให้มีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นประเภทหลุมสิวได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย
  • เกิดจากแบคทีเรียสิวทำลายเซลล์ผิวโดยรอบ : ปัจจัยนี้มักเกิดการสิวประเภทสิวอักเสบหรือสิวหัวช้าง ที่มีความอักเสบในระดับรุนแรง
  • บาดแผลจากอีสุกอีใส หรือเกิดขึ้นหลังจากผ่าตัดต่างๆ อย่างการจี้ไฝ เป็นต้น

ซึ่งหลุมสิวสามารถเกิดขึ้นได้หลายจุดหลายตำแหน่งอาทิเช่น บริเวณจมูก หน้าแก้ม คาง หน้าผาก ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็จะมีระดับความยากง่ายในการรักษาที่ต่างกัน

สิวแบบไหนที่ทำให้เกิดหลุมสิว

หลุมสิวเกิดจากสิวแบบไหน

ประเภทของเม็ดสิวที่ส่งผลต่อการเกิดหลุมสิวนั้นที่พบบ่อยๆ จะมีด้วยกันถึงประเภทสิว ซึ่งนั้นก็คือประเภทสิวหัวช้างและสิวอักเสบ

  • สิวหัวช้าง (Cyst)
    ลักษณะของสิวคือเป็นตุ่มบวม เมื่อกดหรือสัมผัสจะรู้สึกเหมือนมีเม็ดไตแข็งๆ อยู่ใต้ชั้นผิว โดยสิวประเภทนี้มีทั้งแบบมีหัวและไม่มีหัว โดยมีสาเหตุการเกิดมาจากอาการอักเสบของต่อมไขมันใต้ผิวหนังจนทำให้เกิดการบวมและอักเสบขึ้น ซึ่งวิธีรักษาสิวประเภทนี้คือการทานยาปฏิชีวนะร่วมกับทายา Benzoyl peroxide และเป็นสิวที่ไม่ควรกดหรือบีบเองอย่างเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการอักเสบที่มากกว่าเดิมได้สูง
  • สิวอักเสบ (Pustule)
    สิวอักเสบ มีสาเหตุเกิดจากการอุดตันส่วนบริเวณรูขุมขน ที่เกิดจากการสะสมของไขมัน เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และเชื้อแบคทีเรียอย่าง C.acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มักพบได้ที่ส่วนบริเวณต่อมไขมัน ซึ่งทั้ง 3 ตัวการนั้นได้เกิดการหมักหมมกันและไปกระตุ้นจนทำให้เกิดสิวอักเสบเป็นหนองในที่สุด โดยหนองของสิวอักเสบนี่แหละที่จะเข้าไปทำลายเซลล์ผิวและคอลลาเจนในผิวจนทำให้เกิดหลุมสิวขึ้นในที่สุดนั่นเอง และวิธีการรักษาสิวประเภทนี้คือการใช้ยาแต้มสิวที่มีสารช่วยฆ่าเชื้อสิว

หลุมสิว มีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร

หลุมสิว มีทั้งหมดกี่แบบ ต่างกันอย่างไร

หากจะให้จำแนกประเภทของหลุมสิวก็ต้องบอกเลยว่ามีด้วยกันทั้งหมด 3 ประเภทด้วย ซึ่งแต่ละประเภทต่างก็จะมีรูปร่างลักษณะและระดับความยากง่ายในการรักษาที่แตกต่างกันดังนี้

ระดับที่มีความรุนแรงสูงสุด Ice Pick Scars (หลุมจิก)

เป็นหลุมสิวประเภทที่ฐานของหลุมสิวที่ลึกและปากแคบคล้ายกับลักษณะของกรวยที่มีส่วนปลายจิกเข้าไปยังชั้นผิวด้านใน นอกจากนั้นยังมีขอบของหลุมสิวที่ไม่เรียบมีขนาดไม่เกิน 2 มิลลิเมตร จึงทำให้เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับการรักษาที่ยากที่สุด

ระดับที่มีความรุนแรงปานกลาง Boxcar Scar (หลุมกล่อง)

หลุมสิวประเภทนี้จะมีรอยแผลที่มีปากแผลและฐานของแผลที่กว้าง มีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายกล่อง ระดับความลึกจะมีทั้งแบบตื้นและลึกประมาณ 3-5 มิลลิเมตร แต่สวนฐานแผลจะมีผิวที่ค่อนข้างแข็งตึงบางรายอาจมีพังผืดร่วมด้วย หลุมสิวประเภทนี้มีสาเหตุมาจากการอักเสบของผิวชั้นลึก รวมไปถึงโรคอีสุกอีใส

ระดับทั่วไป Rolling Scar (หลุมแอ่งกระทะ)

หลุมสิวประเภทนี้มีปากแผลที่กว้าง มีรูปร่างคล้ายแอ่งกระทะที่เป็นเหมือนทางลาดลงไปในชั้นผิว แต่มีฐานของแผลที่คลื่น ไม่เรียบเนียน แต่ไม่แข็งทำให้และมีความตื้น จึงทำให้เป็นประเภทหลุมสิวที่รักษาได้ง่ายที่สุด

การรักษาหลุมสิว มีกี่วิธี เลือกอย่างไรให้เหมาะสม

หลังจากที่เราทราบถึงสาเหตุและปัญหาของการเกิดหลุมสิวกันไปแล้ว จากนี้เรามาดูกันบ้างว่ามีวิธีการรักษาหลุมสิวด้วยตนเองวิธีไหนบ้าง ซึ่งในปัจจุบันการรักษาหลุมสิวนั้นนอกจากจะสามารถทำได้ด้วยตนเองตามวิธีข้างต้นที่กล่าวแล้ว ก็ยังมีหัตถการทางการแพทย์อีกหลายอย่างที่มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาหลุมสิวได้อีกด้วย

1. ทานวิตามิน

ทานวิตามิน

ไม่ว่าจะเป็นวิตามินกลุ่มประเภท B5 หรือ Zinc แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผล นอกจากนั้นยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเช่น อาการผิวแห้ง ปากแห้ง และหากไปทานไปนานๆ ก็จะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวได้ ดังนั้นก่อนจะเริ่มทานควรทำการปรึกษาแพทย์หรือทานภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว

ใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว

ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร AHA, BHA, PHA วิธีนี้จะเป็นการเร่งการผลัดเซลล์ชั้นนอกให้ค่อยๆ หลุดออกไปจนทำให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้นซึ่งวิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling Scar หรือหลุมแอ่งกระทะ

3. ใช้กลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ

ใช้กลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ

อาทิเช่น Retin A หรือ Retinoic acid เป็นสารในกลุ่มเบต้าแคโรทีน (beta carotene) สามารถพบได้ตามธรรมชาติ ที่มักถูกใช้ในการรักษาสิว รักษาริ้วรอย และรักษาฝ้ากระ จุดด่างดำ เพราะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวและทำให้ผิวมีความเรียบเนียนจนหลุมสิวค่อยๆ ตื้นและจางหายไป

4. ทาครีมลดรอยหลุมสิว

ทาครีมลดรอยแผลจากหลุมสิว

ในปัจจุบันมีครีมรักษารอยแผลเป็นหลายๆ ยี่ห้อที่ได้มีการออกผลิตภัณฑ์ลบรอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของวิตามินอี, AHA และ BHA ที่นอกจากจะช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงได้แล้วยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้อีกด้วย

5. เลเซอร์รักษาหลุมสิว

เลเซอร์รักษาหลุมสิว

เป็นวิธีนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะตัวแสงเลเซอร์จะเข้าไปทำงานในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอได้โดยตรงซึ่งจะทำให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำและจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากทำติดต่อกัน 3-5 ครั้งขึ้นไป โดยในปัจจุบันเครื่องเลเซอร์ที่ช่วยแก้ปัญหาหลุมสิวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ Pico Laser ราคาค่าใช้จ่าย : 5,000-10,000 บาทต่อครั้ง

อ่านเพิ่มเติม : เลเซอร์หลุมสิว เหมาะกับใคร? เลือกทำแบบไหนดี?

6. ทำ RF แก้หลุมสิว

ทำ RF แก้หลุมสิว

เป็นการใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency – RF) ในการส่งพลังงานผ่านหัวเลเซอร์ Micro-needle ที่สามารถลงได้ลึกถึงชั้นผิวได้ถึง 3.5 mm ทำให้พลังงานเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนโดยไม่ทำลายเซลล์ผิวชั้นนอกทำให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้น ราคาค่าใช้จ่าย : 8,000-10,000 บาทต่อครั้ง

7. ฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิว

การฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิวคือการฉีดสารไฮยาลูรอนิก เอซิด (Hyaluronic Acid) เข้าไปเติมเต็มชั้นผิวที่มีการยุบตัวลงให้ตื้นขึ้น ซึ่งวิธีนี้มีข้อดีคือสามารถเห็นผลได้แบบทันที แต่จะเป็นการรักษาหลุมสิวแบบไม่ถาวรเนื่องจากอายุของฟิลเลอร์จะอยู่ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งคนไข้จะต้องมาเติมฟิลเลอร์เพื่อคงผลลัพธ์

ราคาค่าใช้จ่าย : 8,000-15,000 บาทขึ้นอยู่กับยี่ห้อและปริมาณเนื้อฟิลเลอร์ที่ใช้

อ่านบทความเพิ่มเติม : ฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว เหมาะกับใช้ฉีดเติมเต็มหลุมสิวแบบไหน? ฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล

8. ฉีดรีจูรัน กระชับหลุมสิว

ฉีดรีจูรัน กระชับหลุมสิว

การฉีดคืออีกหนึ่งหัตถการมาแรงอย่างมากในตอนนี้ โดยตัวรีจูรันหรือรีจูรัน ฮีลเลอร์ (Rejuran Healer) มีหลักการฉีดคล้ายๆ กับกลุ่มฉีดเมโส ซึ่งตัวยาจะมีส่วนประกอบไปด้วยพอลินิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide) ที่มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมผิวในระดับลึก ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวเกิดการสร้างตัวใหม่ ช่วยฟื้นฟูบาดแผล (Wound healing) ช่วยแก้ปัญหาผิวที่เสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้น (Aging Skin) ช่วยทำให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นและปรับผิวให้มีความกระชับอ่อนเยาว์ มีผิวหน้าเนียนใส Glass Skin ซึ่งวิธีนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องประมาณ 4 ครั้งขึ้นไปถึงจะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจน

ราคาค่าใช้จ่าย :

  • รีจูรัน 1 ไซริ้งค์ ราคา 8,990 บาท
  • รีจูรัน 5 ไซริ้งค์ ราคา 42,500 บาท
  • รีจูรัน 10 ไซริ้งค์ ราคา 75,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม : รีจูรัน (Rejuran) คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

9. การศัลยกรรมผ่าตัดหลุมสิว

ศัลยกรรมผ่าตัดหลุมสิว (Punch Excision & Grafting) เป็นวิธีที่สามารถรักษาหลุมสิวได้เพียงครั้งเดียวและเห็นผลได้ทันทีหลังทำ ซึ่งการผ่าตัดหลุมสิวสามารถแบ่งย่อยได้อีก 4 วิธี คือ

  • Punch excision คือการผ่าตัดรอยหลุมสิวทิ้งออก แล้วเย็บแผลให้ติดกันใหม่อีกครั้ง เหมาะกับหลุมสิวแบบ Box scar และ Ice pick scar
  • Punch elevation คือการผ่าตัดหลุมสิวโดยยกเนื้อเยื่อบริเวณฐานหลุมสิวขึ้นมาให้เท่ากับเนื้อผิวปกติและเย็บเนื้อให้ติดกับเนื้อผิวโดยรอบเพื่อให้เซลล์ผิวเกิดการสมานแผลจนมีผิวที่เรียบเนียนในที่สุด เหมาะกับหลุมสิวแบบ Box scar
  • Punch grafting คือการผ่าตัดปิดหลุมสิวโดยนำเอาเนื้อจากส่วนอื่นของมาทดแทน และทำการเย็บแผลเพื่อให้เนื้อเยื่อที่นำมาเติบโตเต็มหลุมสิว เหมาะกับหลุมสิวแบบ Box scar และ Ice pick scar
  • Elliptical excision คือการผ่าตัดหลุมสิวให้เป็นรูปวงรีและจัดการเย็บแผลให้ติดกันใหม่เพื่อให้ผิวเกิดการสมานกันแบนสนิท

ราคาค่าใช้จ่าย : จุดละ 500-3,000 บาท

10. ใช้กรดลอกผิว

เป็นการใช้กรด TCA (Trichloroacetic Acid) ที่มีส่วนช่วยในการเร่งเซลล์ผิวใหม่ทำให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้นแต่วิธีนี้ก็ถือว่ามีความรุนแรงอย่างมากเพราะอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บแสบ หรือรู้สึกร้อนผิวอย่างรุนแรงและที่สำคัญควรรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ไม่ควรหาซื้อยามาใช้เองอย่างเด็ด
ราคาค่าใช้จ่าย : 2,000-5,000 บาทต่อครั้ง

11. ฉีดเมโสแก้หลุมสิว

การฉีดเมโสรักษาหลุมสิว (Mesotherapy) เป็นการฉีดสารสกัดชนิดต่างๆเข้าไปยังชั้นผิวเพื่อให้ผิวสามารถรับสารบำรุงต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเต็มที่กว่าการทาครีมหรือทานอาหารเสริม โดยตัวยาจะมีสารที่มีช่วยในการฟื้นฟูผิวซ่อมแซม คอลลาเจนในผิวและเซลล์เนื้อเยื่อซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยเรื่องหลุมสิวแล้วยังช่วยแก้ปัญหาผิวต่างๆ ได้ดีไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ผิวเนียนกระจ่างใส ให้รูขุมขนกระชับ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก้ผิวแต่มีข้อเสียคือจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง 5 ครั้งขึ้นไปถึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เรื่องหลุมสิว ราคาค่าใช้จ่าย : 2,000-5,000 บาทต่อครั้ง

12. กรอหน้าหลุมสิวด้วยเกร็ดอัญมณี

เป็นวิธีการกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion – MD) คือการใช้เกล็ดอัญมณีในการกรอผิวหนังส่วนหนังกำพร้า (Epidermis) ทำให้หลุมสิวมีความตื้นขึ้นทีละนิดจนจางหายไปวิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ต้องใช้ระยะเวลาในการทำหลายครั้งจึงจะเห็นผลที่ชัดเจน และเป็นวิธีที่เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar และ Box scar
ราคาค่าใช้จ่าย : 500-3,000 บาทต่อครั้ง

13. ทำ Microneedling แก้หลุมสิว

Microneedling แก้หลุมสิว

Microneedling คืออีกหนึ่งวิธีในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวโดยมีหลักการทำงานคือการใช้เข็มขนาดเล็ก (Microneedle) หลายๆ เข็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางของเข็มประมาณ 0.5-2.5 มิลลิเมตรทิ่มเข้าไปในจุดที่เป็นหลุมสิวทำให้เกิดเป็นแผลเล็กๆ และปล่อยรอให้ร่างกายเข้าสู่กระบวนการสมานแผลอีกครั้งจนหลุมสิวหายไป
ราคาค่าใช้จ่าย : 3,000.15,000 บาทต่อครั้ง

การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันหลุมสิว ไม่ให้เกิดขึ้นใหม่

เชื่อว่าใครหลายๆ คนก็คงจะทราบกันดีแล้วว่า ในการดูแลรักษาหลุมสิวที่ดีที่สุดก็คือการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวและหลุมสิวตั้งแต่ ซึ่งมีวิธีการดังนี้

  • หมั่นดูแลรักษาความสะอาดผิวรวมไปถึงปลอกหมอน ที่นอน หมอนข้างเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค แบคทีเรียสาเหตุของสิว
  • งดทานของทอดของมัน ของหวานเพราะอาหารเหล่าถือเป็นตัวกระตุ้นในการเกิดสิวที่ดีมากๆ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เลี่ยงอารมณ์และความรู้สึกเครียด เพราะเมื่อเรามีความรู้สึกที่เครียดร่างกายจะทำการหลั่งฮอร์โมนบางตัวที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิว
  • สครับผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นผลัดเซลล์ผิวและขจัดสิ่งสกปรกที่บนผิวชั้นนอก เพื่อป้องกันการสะสมและหมักหมมจนเกิดเป็นสิวขึ้นมา
  • และเมื่อมีเม็ดสิวเกิดขึ้น ไม่ควรทำการบีบ แกะ เกาเม็ดสิวอย่างเด็ดขาดควรรักษาด้วยการทายาแต้มสิวหรือพบแพทย์หาเม็ดสิวมีอาการอักเสบแบบรุนแรง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลุมสิว

หลุมสิวใช้เวลารักษานานไหม

คำตอบคือใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นานพอสมควรขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกใช้เพราะบางวิธีอาจใช้เวลาแค่ 1 เดือนแต่บางวิธีอาจจะต้องเวลานาน 6-12 เดือน เพราะแน่นอนว่าปัญหาหลุมสิวถือเป็นปัญหาของเซลล์ผิวที่เกิดการยุบตัวดังนั้นการจะทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาเพื่อทดแทนใหม่ได้นั้นจะต้องใช้เวลา และการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ

หลุมสิวสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม

หลุมสิวสามารถรักษาให้หายขาดได้ยกเว้นการใช้วิธีการฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิว แต่ก็แน่นอนว่าเมื่อรักษาหลุมสิวให้หายไปเองก็อาจมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาหลุมสิวอาจเกิดขึ้นใหม่ได้อีกในอนาคต หากคนไข้ดูแลตัวเองระหว่างเป็นสิวได้ไม่ดีมากนัก

ข้อควรระวังในการรักษาหลุมสิว

เรามาดูกันบ้างเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง งดหรือห้ามทำกิจกรรมอะไรบ้างในระหว่างที่เรากำลังอยู่ในช่วงรักษาหลุมสิว

  • เลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่นละออง ควันรถ PM2.5 หรือมลพิษต่างๆ เพราะในฝุ่นจะมีแบคทีเรียและสิ่งสกปรกที่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนจนทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้นอีก
  • ในช่วงที่กำลังรักษาหลุมสิวไม่ควรสัมผัสหน้าบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกา การแคะ การแกะ การลูบหน้าหรือเช็ดหน้าแรงๆ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกในมือของเรามาถูกที่ใบหน้า
  • รักษาความสะอาดให้ดีไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า การซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนต่างๆ รวมไปถึงความสะอาดของบ้านเพื่อป้องกันฝุ่นที่จะมารบกวนผิว
  • งดใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันและแอลกอฮอล์ แต่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนหรือเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน
  • เลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ Whithening เพราะในช่วงรักษาหลุมสิวจะเป็นช่วยที่ผิวมีความบอบบางง่ายต่อการระคายเคืองและง่ายต่อการเกิดปัญหาฝ้ากระ

สรุป

ปัญหาหลุมสิวถือเป็นรอยแผลที่เกิดขึ้นหลังจากการรักษาสิวที่ไม่ดี ซึ่งมักเกิดขึ้นได้จากสิวหัวช้างและสิวอักเสบ โดยวิธีรักษาหลุมสิวนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธีขึ้นอยู่ประเภทของหลุมสิวที่เป็น ดังนั้นก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการควรทำการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญรวมไปศึกษาข้อดี ข้อเสียและข้อมูลรายละเอียดของแต่ละวิธีให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจทำ

ที่มาข้อมูล : VargasFaceAndSkin, WeTreatKeloids

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง